Lukla Airport – One of life’s great experience

กลับมากับเนื้อหาพิเศษ เฉพาะ Lukla Airport จริง ๆ แล้ว สนามบินนี้ มีชื่อว่า Tenzing-Hillary Airport 
เริ่มเปิดใช้งานตั้งแต่ปี 1964  และ ในปี 2008 ได้ถูกเปลี่ยนเป็นชื่อนี้ เพื่อเป็นเกียรติแก่  Sherpa Tenzing Norgay and Sir Edmund Hillary สองท่านแรกผู้พิชิตยอดเอเวอร์เรส และ ยังได้ร่วมกันปรับปรุงสนามบินนี้ให้ดีขึ้น ไม่ใช่เฉพาะ รับส่งนักเดินทางเท่านั้น แต่ไว้ขนส่งลำเลียงข้าวของ เครื่องใช้ อาหารทุกอย่าง มาที่นี่

The History Channel ยังจัดให้ที่นี่เป็นสนามบินที่อันตรายที่สุดในโลกด้วย

ณ ความสูง 2860 เมตร ขนาดรันเวย์ กว้าง 20 เมตร ยาว 450 เมตร เป็นทางลาดเอียง เพื่อช่วยชะลอความเร็วของเครื่องบินตอน landing และ ยังส่งกำลังให้ตอน take off
สุดทางรันเวย์ ฝั่งหนึ่งเป็นกำแพง อีกฝั่งเป็นหน้าผา ที่ลึกประมาณ 600 เมตร
เรียกได้ว่านักบินของที่นี่ ต้องมีทักษะเยอะมาก ๆ

[ ขอบคุณภาพจาก : http://www.slate.com/ ]

1385397290-crop-promo-large21385397136-crop-promo-large2

1024px-rk_0602_00811_luklaanflug

เปิดตัวกันด้วยรูปภาพและข้อมูลข้างบนแล้ว กลับมาค่อย ๆ แชร์ประสบการณ์ที่เรียกได้ว่า ครั้งหนึ่งในชีวิตของพวกเรา (แต่อาจจะมี ครั้งที่สองก็ได้ ฮ่า)  ในแบบเนื้อหาเบา ๆ เล่าไปเรื่อย ๆ กันนะคะ

ในวันที่ 2 ของทริป พวกเรามาสนามบินกันแต่เช้า เมื่อวาน Babu (เจ้าของ บ.ทัวร์) บอกว่า เราได้ไฟล์ทที่ 2 เวลา 7:45 น. นัดเวลามารับที่โรงแรม 05:30 น.

p1090034p1090040p1090042

เคยมาเยือนที่นี่ เมื่อประมาณ 10 ปีก่อน ด้านในยังเหมือนเดิม แต่ตอนนี้มีอาคารใหม่ด้านนอก ที่กว้างขวางกว่าเดิม ดูเหมือนสร้างใกล้จะแล้วเสร็จเต็มที น่าจะรองรับนักเดินทางได้มากขึ้น

20160405_06280220160405_075857

เราบินกับ Tara Air การเช็คอินที่นี่โกลาหล งงงวย มาก จากไฟล์ท 2 เวลา 07:45 น. ที่คิดไว้ เจ้าหน้าที่เช็คอินบอกว่าเราได้ไฟล์ท 3
ตอน 8:00 น. ยังอยู่หน้าเคาเตอร์อยู่เลย กว่าจะได้ boarding pass เกือบ 9:00 น. พอได้มาเรียบร้อย ก็เข้าไปรอด้านในกัน มี security check นิดหน่อย ด้านในโปร่งโล่ง สว่าง นั่งสบายกว่าด้านนอก

p1090048p1090052p1090056

ซูซิล (ไกด์) บอกว่า ใน 1 ไฟล์ที่บินไป Lukla จะมีเครื่องบิน 4 ลำ แต่ละลำจะรับผู้โดยสาร 15-16 คน เปิดงานกันตอนเช้า 4 ลำแรก ก็รับผู้โดยสารจาก Kathmandu บินไปส่ง Lukla  พอคนลง ขนข้าวของลง ก็รับผู้โดยสารจาก Lukla กลับมาใหม่ จบ loop แรก

เราได้ไฟล์ทที่ 3 ฉะนั้น ก็ต้องรอไป ระหว่างนี้ ใจเย็น ๆ นั่งเบื่อก็เดินเล่นวนอยู่ในนั้น ซื้อกาแฟกิน เดินดูร้านขายของ เข้าห้องน้ำ กลับมานั่งใหม่ พอสาย ๆ คนเริ่มเยอะ เก้าอี้เริ่มไม่พอนั่ง ขณะเดียวกัน ในใจก็ภาวนาให้ท้องฟ้ายังเปิด แดดออกจนถึงรอบของเรา ไม่งั้นอาจจะโดนยกเลิก ต้องมารอใหม่วันพรุ่งนี้

11:30 น. เจ้าหน้าที่หน้า Gate ประกาศเรียก เย้ ! ได้ออกไปขึ้นรถซักที ถึงเครื่องบินแล้วยังต้องนั่งรอบนรถซักพัก เพราะ ต้องลำเลียงสัมภาระของรอบก่อนที่มา Lukla ลง และ เอาของพวกเราขึ้นเครื่อง ทำความสะอาด และ เติมน้ำมัน

p1090059p1090060p1090067p1090065p1090072p1090074

ขึ้นเครื่องได้แล้ว ก็เลือกที่นั่งได้เอง ฝั่งขวาเป็นเก้าอี้คู่ ซ้ายเดี่ยว
แอร์โฮลเตส ปิดประตูเครื่องบินเรียบร้อย ก็อธิบาย safety guide เดินแจก ลูกอมและสำลี สำหรับช่วยลดเสียงดังและอาการหูอื้อ

p1090078p1090079p1090080p1090082

Take Off แล้ว อีก 45 นาที เท่านั้น เราจะไปถึง the world most dangerous airport

20160405_120944p1090086p1090088

20160405_122747
รุ่นนี้ ล้อไม่ต้องปิด พร้อม landing

นั่งไปลุ้นไปตลอดทาง  รู้สึกตัวเบา ๆ หวิว ๆ ไปได้เกินครึ่งทาง เครื่องบินตกหลุมอากาศ เห็นคนนั่งหน้าเรา ตัวลอยขึ้นมาเลย เสียวไส้มากกกกก เวลาบินผ่านกลุ่มเมฆทึบ ๆ นี่ เราลุ้นมาก

บินมาได้พอสมควร วิวด้านล่างเริ่มมีแต่หุบเขา ขนาบสองข้าง แล้วเครื่องก็บินต่ำลงเรื่อย ๆ จะสุดท้าย เย้ยยยยยยยย ไมกัปตันบินใกล้ภูเขาขนาดนี้ วินาทีที่แอบตกใจ ล้อเครื่องบินก็แตะพื้นรันเวย์ทันที คือ ไม่รู้เลยว่าถึงแล้ว เพราะนั่งแถวหลัง วิวข้าง ๆ ก็ยังเห็นแต่ภูเขา โอยยยย ถึงซักที !!

ไปถึงที่นั่น ท้องฟ้าเริ่มอึมครึม ยังมีเครื่องบิน landing ต่อจากไฟล์ทเราอีก 2 ลำ และ ทุกลำก็บินกลับ Kathmandu

20160405_124737120160405_124750p109009920160405_124858120160405_12511720160405_124852120160405_1253461

รอกระเป๋าแป๊บเดียว ไกด์พาเดินไปกินมื้อเที่ยง ณ โรงแรม ที่เราจะกลับมาพักอีกทีหลังจบทริปเดินป่า

20160405_12565520160405_12570420160405_12574120160405_125859

กินมื้อเที่ยงเรียบร้อย ลูกหาบก็มาตามนัด พวกเราเริ่มออกเดินเท้ากัน วันนี้เดินวอร์มเบา ประมาณ 3 ชม. ไป Phakding ที่ความสูง 2,610 เมตร

ผ่านย่านร้านค้า ที่พัก แหล่งบันเทิง ของ Lukla  เป็นเมืองที่เจริญจริง ๆ ผิดกับ route ปี 2015 ที่เราไป Langtang & Gosaikunda

p109010820160405_13404520160405_13413320160405_13415920160405_13435120160405_13451920160405_134532 20160405_13444720160405_134539

ทำความรู้จักกับ Lukla กันพอสมควร จากนั้น อีก 10 วัน พวกเราย่ำเท้ากันไปในดินแดนแห่งเทือกเขาหิมาลัย จนวันสุดท้าย ได้มาถึง เราได้กลับมาพักที่นี่หนึ่งคืน

ตามตาราง ในวันที่ 14 เม.ย. เราต้องบินกลับ Kathmandu และ กลับไทย วันที่ 16 ส่วนใหญ่ในแพคเกจ จะบวกวันเดินทางไว้ 1 วัน แบบนี้ เผื่อไว้สำหรับการยกเลิกเที่ยวบิน Lukla

ในอดีตเมื่อปี 2011 ปลายเดือนตุลาคม เกิดสภาพอากาศไม่เป็นใจ ทำให้มีการยกเลิกเที่ยวบินติดต่อกันถึง 7 วัน ช่วงนั้นเป็นฤดู trekking ด้วย ทำให้มีจำนวนนักท่องเที่ยวติดอยู่นั่นเกือบ 3,000 คน เมื่อไร้เที่ยวบิน อาหารหรือของใช้ต่าง ๆ ก็ถูกขนส่งมาไม่ได้เช่นกัน ค่าสินค้า ที่พัก อาหาร ก็เริ่มแพงขึ้น ส่วนไกด์เราเคยติดอยู่ที่ 3 วัน จนสุดท้ายลูกค้ายอมจ่ายค่าเฮลิคอปเตอร์เพื่อกลับ Kathmandu

หากไม่กลับทางเฮลิคอปเตอร์ อีก 1 วิธี คือ ต้องเดินเท้าประมาณ 7-8 วัน ไปเมือง Jiri และ นั่งรถบัสกลับ Kathmandu เป็นเวลา 9 ชั่วโมง วิธีนี้ หากคิดค่าที่พัก อาหารทุก ๆ คืน จะแพงกว่าค่าตั๋วเครื่องบิน

แต่เราโชคดีที่ได้บินตามตารางที่วางแผน เช้าตรู่ วันที่ 14 อากาศดีมาก กินข้าวเช้ากันตอน 05:30 น. ไปถึงสนามบิน 06:00 น. เช็คอินได้ ไฟล์ทแรก ลำที่ 4

p1090485p1090486p1090491

แต่ก็ตามสไตล์เนปาลี ตัวเลขในเอกสารไม่มีความหมายใด ง่าย ๆ ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ
ลำที่ 4 ของสายการบิน Tara Air ก็จริง แต่มาถึงก่อนลำ 1 2 3 สรุป พวกเราได้บินกันแต่เช้า เฮ้ !
รัดเข็มขัดเรียบร้อย การผจญภัยครั้งสุดท้าย ก็เริ่มต้น ทุกคนบนเครื่องลุ้นกันตัวโก่ง ตอน take off เพราะหมดจากรันเวย์ก็คือเหว ลึก 600 เมตร  emergency exit ในคู่มือ safety guide นี่ไร้ความหมายไปเลย

ไฟล์ทนี้ค่อนข้าง smooth อากาศดี ท้องฟ้าโปร่ง เรานั่งฝั่งขวาเหมือนเดิม แต่วิวสวยกว่าเดิม เห็นเทือกเขาหิมาลัยตลอดระยะทาง บินซักพัก อากาศในห้องโดยสารเริ่มหนาว กัปตันเลยเปิด heater ได้กลิ่นเหมือนอะไรไหม้ ๆ นิดหน่อย ตอนเพิ่งเริ่มเปิด ใจก็แวบไปวิตกจริตอีก “เฮ้ยยย กลิ่นไหม้ มีไรผิดปกติป่าว” คือ จิตใจต้องรู้เท่ากันความฟุ้งซ่าน ปรุงแต่งตลอดเวลา พยายามอยู่กับลมหายใจตัวเองสุด ๆ ในชีวิตนี้ เคยนั่งเครื่องบินขนาดย่อมอยู่หลายครั้ง เนปาล และ ฟิลิปปินส์ เคยเจอเครื่องบินตกหลุมอากาศยาวนานมากกกก แต่ตอนนั้นไม่รู้สึกกลัวอะไร น่าจะเพราะเราไม่ได้รับรู้เรื่องความน่าอันตรายมาก่อน

กัปตันค่อย ๆ ลดระดับ landing ที่ Kathmandu ได้อย่างนิ่มนวล พอล้อแตะพื้น ใจเราโล่ง เบาหวิวไปเลย สิ้นสุดการเดินทางอันน่าประทับใจ

ปิดท้ายวันนี้ด้วยอีกคลิปนึง ดูความวุ่นวายที่สนามบิน Tenzing-Hillary  คนทำคลิปใส่คำบรรยายได้น่ารักดี เพิ่มความสนุกสนานในการรับชม

 

Advertisements

Warm Clothes & Good Health

p1090104

เปิด blog มาด้วยเสื้อสีชมพูสดใส กับ สนามบิน Lukla ซึ่งเรื่องราวเกี่ยวกับสนามบินนี้ เราคงต้องเขียนเป็นเนื้อหาพิเศษให้ไม่ปนกับหัวข้ออื่น

blog ของตอนนี้ จะกล่าวถึง 2 ปัจจัย ที่เหลือ คือ เรื่องการแต่งตัว และ ยารักษาโรค & สุขภาพร่างกาย

ช่วงที่เราไป เป็นฤดูใบไม้ผลิ (มี.ค. – พ.ค.) อากาศที่ Kathmandu สบาย ๆ กลางวันร้อนนิดหน่อย แต่ตอนเช้าหรือค่ำอากาศเย็นเหมือนกัน ต้องใส่เสื้อแขนยาว มีเสื้อคลุมหรือผ้าพันคอ แต่เห็นฝรั่งหรือชาวเนปาลี ก็เดินกันสบายนะ ใส่แขนกุดก็ยังมี

Lukla ที่ความสูง 2860 เมตร อากาศเริ่มหนาวขึ้น เหมือนที่คุ้นหูกัน ยิ่งสูงยิ่งหนาว วิธีที่เราแต่งตัว จากความสูงระดับนี้ ไปจนถึง Gokyo Ri 5360 เมตร จะใส่เป็น layers คือ เติมชั้นเข้าไปเรื่อย การใส่เสื้อผ้าเป็น layers แบบนี้ จะสะดวกมากกว่าการใส่เสื้อหรือกางเกงหนา ๆ เพียงชั้นเดียว เพราะ เวลาที่เราเดิน ร่างกายเราจะเริ่มร้อน เราจะได้ถอดออกทีละชั้นได้ หรือ หากหนาว ก็เพิ่มชั้นได้ ตามความเหมาะสม

ระหว่างที่เล่าไป จะแปะรูปวันที่เดินจาก Lukla ไป Namche ให้ดูเพลิน ๆ นะคะ

20160405_135024

20160405_135120
ชาวบ้านยังใช้ค้อนทุบหิน แบบ manual ไม่มีเครื่องทุ่นแรง

p1090124

p1090126
ระหว่างทาง หากได้ยินเสียงกระดิ่งมาแต่ไกล จะได้เจอขบวนลูกหาบ 4 ขา ไม่ ล่อ ก็ จ๊กเพียว (ลูกผสมระหว่าง จามรีกับวัว) เพื่อความปลอดภัย เราควรหลบทางด้านใน ไม่ใช่ฝั่งหน้าผา ไม่งั้นอาจเจอเบียดตกเหวได้ค่ะ

เสื้อผ้าที่เตรียมไป ต้องพร้อมรับสภาพ ความหนาว ลมแรง ฝนตก ลูกเห็บ หิมะ แดดแรง แถมที่เนปาล ยังมีฝุ่นมากมายด้วย

Layer แรก เรียก base layer ของเรามี ทั้งเสื้อและเลกกิ้ง Heattech ของ Uniqlo , Heatgen ของ Marks & Spencer และ ยังมี เลกกิ้งอีกตัวเป็น Merino Wool ของ Ice Breaker
เนื้อผ้า base layer จะเป็น ผ้าสังเคราะห์, ขนแกะ Merino Wool, ผ้า Cotton เห็นเว็บเมืองนอก มีทำจาก bamboo ด้วย ไม่รู้ของจริงเป็นอย่างไร เวลาใส่ให้ใส่พอดีตัวแบบแนบสนิท base layer ที่ดีจะระบายเหงื่อที่เนื้อผ้าได้เร็ว (ถ้าใช้เป็นผ้า cotton ยืดที่หนาเกินไป จะระบายเหงื่อให้ช้า อาจจะทำให้เราหนาวจากเสื้อผ้าที่เปียกเหงื่อได้ ) ขณะเดียวกันก็ช่วยควบคุมอุณหภูมิที่ร่างกายสร้างขึ้นมาตอนเราเดินให้คงความอบอุ่นตลอดเวลา (อันนี้พูดถึง base layer ที่ใช้กับหน้าหนาว ยังมี base layer สำหรับนักกีฬา ที่ช่วยระบายความร้อนด้วยค่ะ)

พอเดินขึ้นที่สูงขึ้น เริ่มหนาวขึ้น หากเสื้อผ้าที่ใส่เริ่มเอาไม่อยู่ เราก็เพิ่ม layer ด้านในอีก อย่างที่เราใส่หนาสุด คือ
ช่วงบน มี เสื้อชั้นในแบบเป็นเสื้อสายเดี่ยว + base layer ตัวแรก + base layer ตัวที่สอง + เสื้อแขนยาวแบบผ้า fleece (ผ้าที่เป็นเนื้อขุยนุ่ม ๆ ด้านใน) + down Jacket หรือเสื้อขนเป็ด ได้ทั้งกันหนาวและกันลม
ส่วนกางเกง ก็มี ชั้นใน + base layer ตัวแรก + base layer ตัวที่สอง + เลกกิ้ง ตัวนอกสุด

ตอนเช้าที่เพิ่งตื่น จะหนาวกว่าปรกติ เพราะ ร่างกายยังไม่ได้วอร์ม เราจะใส่ครบ พร้อม หมวกไหมพรม เวลาหัวกับคออุ่น จะช่วยให้เรารู้สึกอุ่นขึ้นมาก พอเริ่มออกเดินจะเพิ่มถุงมือ เพราะเวลามือปะทะลมจะเย็นมากจนนิ้วชา พอเดินได้ไม่นาน ยิ่งถ้าเจอแสงแดด ตัวจะอุ่นเร็วมาก เราก็เริ่มปลดออกทีละอย่าง ถุงมือ หมวก และ สุดท้ายถ้าร้อนขึ้นเริ่มหายใจไม่ถนัด เราก็ถอด down jacket ออก
แฟนเราไม่ค่อยได้ถอด jacket ตัวนอกออก เราก็สงสัยอยู่นานว่าทำไมเราร้อนอยู่คนเดียว แกเพิ่งจะมาเฉลยวันหลัง ๆ ว่าเสื้อผ้ามีเทคโนโลยีระบายความร้อนออกทางหัวไหล่ (เป็นผ้าโปร่ง บางกว่าส่วนอื่น)

ลองอ่านเรื่องการ layers เสื้อผ้า เพิ่มเติมได้เว็บนี้นะคะ มีภาพประกอบด้วบให้ดูเข้าใจง่ายดี http://www.outdoorgearlab.com/a/11070/How-to-Layer-Clothing-for-Each-Season

p1090131p109013220160405_141121p1090134

p1090133

20160405_14365320160405_143717

เสื้อผ้ากันหนาวพวกนี้ ที่ Thamel มีขายเยอะมาก ทั้งของแท้และเลียนแบบ ราคาไม่แพง ต่อรองกันได้ ส่วนของแท้ Northface ที่นั่นถูกกว่าไทยพอสมควร หรือ แม้กระทั่งที่ Namche ยังมีร้านขายเสื้อผ้า อุปกรณ์พวกนี้ครบ แต่ราคาย่อมแพงกว่าเป็นธรรมดา

นอกจาก เสื้อผ้า หมวกไหมพรม ถุงมือ ยังต้องมี แว่นตากันแดด หมวกกันแดด ที่เราสองคนพลาดคือ ไม่ได้เอาอุปกรณ์ปิดปากไป ไม่ได้แพ้ฝุ่นที่เนปาล แต่ปิดไว้ป้องกันลมที่แรงมาก ๆ พอเจอลมแรงและอากาศแห้งมาก ๆ จะทำให้หายใจค่อนข้างลำบาก บางช่วงที่เดินเหนื่อย อยู่บนที่สูง ออกซิเจนน้อย เราจะเผลอหายใจทางปาก ทำให้คอแห้งมาก แต่สำหรับคนที่แพ้ฝุ่น หน้ากาก มีความสำคัญมาก ได้คุยกับน้องคนไทยที่เจอ เค้าแพ้ฝุ่นมาก + อากาศแห้ง ตอนเช้าถึงกับเลือดกำเดาไหล

p109014720160405_15081720160405_15191920160405_154451p1090172

p1090199
บรรยากาศยามเช้า เมือง Phakding คืนแรก นอนที่นี่

20160406_055306

20160406_055600

รองเท้า และ ถุงเท้า พวกเราใช้สำหรับเดินป่าโดยเฉพาะ เป็นแบบหุ้มข้อเท้าจะดีกว่า ช่วยป้องกันไม่ให้เท้าพลิก พื้นรองเท้าควรเป็นแบบกันน้ำ เพราะ เราจะเจอพื้นที่หลายรูปแบบ เดินบนกรวด ทราย หินก้อนเล็ก-ใหญ่ ข้ามลำธาร เดินบนหิมะ แต่เราเห็นลูกหาบหลาย ๆ คน ใส่รองเท้าผ้าใบธรรมดา หรือ แม้กระทั่งรองเท้าแตะ ก็ยังเดินกันได้ เกิดและเติบโตมาให้ภูเขา เลยมีทักษะการใช้ชีวิตบนนั้นมากกว่าพวกเรา แต่หากเค้าเลือกได้ หรือ มีรายได้พอเพียง คิดว่าเค้าคงอยากจะได้รองเท้าที่ดีเหมือนกัน

20160406_05570320160406_05592220160406_060246p109023120160406_07331720160406_075853p1090261

มีอีกอย่างที่ สามีแบกติดเป้ ทุกวัน แต่ไม่ได้ใช้เลย คือ เสื้อกันฝน+กันลม ทริปนี้เจอฟ้าใส แดดดี ไม่เจอฝนตกเลย แถมมีดอกไม้ออกดอกผลิบานสวยงาม ให้เห็นอยู่เรื่อย ๆ

20160406_09095820160406_091408

หมดจากเสื้อผ้า ถัดไปก็เรื่อง สุขภาพ และ ยา กันบ้าง

ยาธรรมดาสามัญที่เราเตรียมไปด้วยทุกครั้งเวลาเดินทาง จะมี
ยาลดไข้ ยาแก้แพ้
ยาแก้ปวดกล้ามเนื้อ ยาคลายกล้ามเนื้อ เผื่อปวดขาจากการเดินลงเขา แต่ปีนี้เราแข็งแรงกว่าเดิมเลยไม่ต้องพึ่งยาพวกนี้
ยาแก้ท้องเสีย แบบฉุกเฉิน พกไปทุกทริป แต่ไม่เคยได้กิน
สมุนไพร ฟ้าทะลายโจร  กับ ยาพ่นคอ อันนี้ได้ใช้วันหลัง ๆ จากอากาศที่แห้งมาก

เรื่องสุขภาพที่กังวลที่สุด คือ Altitude Sickness ซึ่งเป็นอาการที่ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ จากอากาศที่เบาบางลง ส่วนใหญ่เวลาเดิน เค้าจะวางแผนให้เดินขยับความสูงขึ้นทีละ 300 เมตร และ มีวันพักปรับร่างกายที่เรียกว่า acclimatization โดยจะมีกิจกรรม ให้เราได้เดินขึ้นไปที่สูง และ เดินกลับลงมานอนที่เดิม

อาการของ Altitude Sickness จะแบ่งเป็น 3 ระดับ จาก เบา ๆ เวียนหัว นอนไม่หลับ หายใจลำบาก เบื่ออาหาร หากเริ่มมีอาการของสมองบวม จะปวดหัวรุนแรงขึ้น คลื่นไส้ อาเจียน หรืออาจจะหมดสติได้ ไปจนถึงขั้นรุนแรงที่สุดจากภาวะปอดบวมน้ำ ทำให้เสียชีวิตได้

ไปถึง Thamel อย่างแรกที่ไปซื้อ คือ ยา Diamox ได้ยามาเป็นขนาด 250 mg. สอบถามวิธีกินยา ได้มาดังนี้
1. หากต้องการป้องกัน อาการ ให้กิน 125 mg. (ครึ่งเม็ด) ทุก 12 ชั่วโมง ก่อนเริ่มขึ้นที่สูง
2. หากมีอาการแล้ว ให้กิน 250 mg. ทุก 12 ชั่วโมง
แต่จากทริปคราวก่อน ไกด์เราบอก ไม่จำเป็นต้องกินยากันไว้ ให้กินซุปกระเทียมแทนยาป้องกัน หากมีอาการจริง ๆ ค่อยกินตอนนั้นก็ได้ ซึ่งเราก็เห็นด้วย เพราะไม่อยากกินยาอะไรเกินความจำเป็น เราเคยอ่านเจอบางคน เค้ากินยาเตรียมร่างกาย ล่วงหน้าก่อนมาเป็นอาทิตย์เลย ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วเราจะมีอาการแพ้ความสูงหรือเปล่า

ส่วนเราเคยมีประวัติเมื่อทริปที่แล้ว มีอาการมึน ๆ หัว ที่ 3,800 กับ 4,000 กว่าเมตร ครั้งนี้เราเลยคอยสังเกตุร่างกาย เพราะ หากเราเริ่มมีอาการโดยที่ไม่ดูแล และ ยังคงดันทุรังเดินขึ้นที่สูงไปเรื่อย ๆ อาการจะแย่ขึ้น อาจต้องใช้บริการม้า หรือ เฮลิคอปเตอร์ แบบนี้หมดสนุกแน่ ๆ

p1090269p1090276

สามีเราค่อนข้างแข็งแรง ไม่มีอาการแพ้ความสูง ส่วนใหญ่พอขึ้นที่สูงแล้วไม่ค่อยมีใครดื่มแอลกอฮอล์ แต่พี่แกไม่หวั่น บอกอากาศหนาว ต้องดื่ม cognac (หิ้วจาก duty free สุวรรณภูมิไป) เพื่อความอบอุ่น จะมีพลาด ก็แต่วันที่เดินลงจาก Gokyo Ri น้ำดื่มหมด ลมแรงมาก อากาศเริ่มหนาว เดินคอแห้งลงมาเกือบ 2 ชั่วโมง แถมคืนนั้น หนาวมาก ๆ ตื่นมาเสียงแหบ เจ็บคอ ไปหลายวัน

ส่วนเรารอบนี้ แขนขาแข็งแรง หัวใจแข็งแรง ทำงานได้ดี แต่มามีปัญหากับการกิน ระบบขับถ่าย อยู่หลายวัน ขอเล่าอาการแบบละเอียดนิดนึงนะคะ

วันแรกถึง Namche ความสูง 3,440 เมตร เราเริ่มซึม ๆ ไม่ได้ปวดหัว รู้สึกอยากนอน ก็นอนเล่น ๆ พักผ่อนไป จนถึงมื้อเย็น พอกินอาหารแล้วรู้สึกแปลก ๆ แบบไม่ค่อยรับรสของอาหาร กินไม่ได้เยอะ พอเช้าวันถัดไป เข้าห้องน้ำถ่ายเหลวไป 3 รอบ กินมื้อเช้าไม่ค่อยลง ไม่แน่ใจว่าคืออาการแพ้อาหารหรือแพ้ความสูง เลยกิน diamox กันไว้ก่อน ไกด์พาเดินขึ้นไปชมวิว ความสูงประมาณ 3,800 เมตร วันนั้นทางเดินเป็นทางขึ้นตลอด ขาก้าวแทบไม่ออก รู้สึกเดินยากจัง เดิน ๆ หยุด ๆ ตลอด พอกลับลงมา มื้อเที่ยง ก็กินไม่ค่อยลง อาการเป็นแบบนี้ทั้งวัน

เช้าวันถัดไป อาการดีขึ้น พยายามกินมื้อเช้าจนหมด เพราะวันนี้ต้องเดินไกล และ ผสมผงเกลือแร่ใส่กระติกน้ำไว้จิบตลอดทาง พวกเราต้องเดินไปทางเดียวกับเมื่อวานเดินขึ้น แต่วันนี้มีแรงเดินไม่รู้สึกเหนื่อยยากทรมาน จาก Namche 3440 เมตร จะเปลี่ยนความสูงไปที่ Dole 4,200 เมตร เราคอยสังเกตตัวเองตลอด ตอนเช้ายังไม่ได้กินยา diamox เพิ่ม

เดินค่อนข้างนาน สำหรับวันนี้ พักเที่ยง ที่ 3,800 เมตร อาการยังปรกติอยู่ แต่พอเฉียด 4,000 เมตร เริ่มปวดหัว ถามสามี แกปรกติดี สังเกตุอาการอยู่พักใหญ่ ส่วนใหญ่จะปวดหัวเวลาเดินขึ้นเยอะ ๆ การหายใจไม่ทันกับจังหวะการก้าว ก็ลองปรับการเดิน กับ ลมหายใจให้สอดคล้องกัน ก้าวให้สั้นและช้าลง พร้อมกับหายใจทางจมูกให้ลึกแบบปั๊มออกซิเจนเข้าไป อาการปวดหัวมึนมา ๆ หาย ๆ และ เริ่มมาถี่ ๆ ขึ้น บวกกับที่เราต้องเดินขึ้นที่สูงเข้าไปอีก เลยตัดสินใจ กิน diamox

เดินไปถึงที่พัก ประมาณ 14:30 น. ก็ยังมึนอยู่ เลยพยายามหาไรกินเบา ๆ จิบน้ำไปเรื่อย ๆ กว่าจะหายก็ปวดหัว ก็เกือบมื้อเย็น แต่ยังซึม ๆ เหมือนคนหมดแรง วันนั้นยังกินข้าวไม่ค่อยลงเหมือนเดิม ไปจนถึงมื้อเช้า ก็ยังไม่เจริญอาหาร พอครบ 12 ชั่วโมง เราเลยกิน diamox อีก

ถึงที่หมายถัดไป อาการเบื่ออาหารดีขึ้น แต่ยังกินไม่ได้เยอะ และ แต่ไม่ปวดหัวแล้ว รู้สึกมีชีวิตชีวาอีกครั้ง ดีที่มีซื้อเกลือแร่มาผสมน้ำไว้จิบตลอดทาง เลยมีแรงเดิน เริ่มกินได้มากขึ้น แต่อาการท้องเสียแบบอ่อน ๆ กลับมาอีก คือ ถ่ายเหลว ในลำไส้เหมือนมีอะไรเต้นระบำอยู่ตลอดแต่ไม่รุนแรงขนาดควบคุมไม่ได้ ยังไม่กระทบกับชีวิตประจำวันมากนัก มียาแก้ท้องเสียแต่ไม่ได้กินเพราะคิดว่าให้ร่างกายเอาพิษออกมาน่าจะดีกว่าการไปหยุดระบบขับถ่าย ช่วงกลาง-ปลายทริปเดินป่าของเรา เลยกินน้อย ถ่ายบ่อย จนพุงหาย แหล่งพลังงานที่สำคัญของเรา เลยเป็น ผงเกลือแร่ผสมน้ำ ไว้จิบตลอดเส้นทาง

20160406_114217
Sir Edmund Hillary Bridge

p1090299

[  2 รูปภาพด้านบน เป็นสะพานแขวน ชื่อว่า Sir Edmund Hillary Bridge ตั้งชื่อตาม Sir Edmund Percival Hillary เป็น 1 ใน 2 คนแรก ที่พิชิตยอดเขา Everest ได้ ในปี 1953  อีกคนชื่อ Tenzing Norgay
ทั้ง 2 ท่าน ยังได้ร่วมกันสร้าง Lukla Airport เพื่อเป็นประตูสู่ดินแดนเอเวอร์เรส และ ได้ทำคุณประโยชน์ให้ชนเผ่า sherpa อีกมากมาย ในการสร้างโรงเรียนและโรงพยาบาล

สะพานนี้ อยู่สูงและลมแรงมาก ลองดูบรรยากาศ จะคลิปด้านล่างนะคะ ]

เกือบจะหมดเคราะห์หมดโศกอยู่แล้ว กับ เรื่องท้องเสีย มาพีคเอาตอนวันเดินกลับจาก Gokyo ไป Dole หลังมื้อเที่ยง ยามบ่าย ลมเย็นสบาย อีกแค่ไม่ถึงชั่วโมง จะถึงที่พักอยู่แล้ว เกิดอยากเข้าห้องน้ำคุมไม่อยู่ ผ่านที่พักหนึ่งจะขอเข้าห้องน้ำก็ประตูปิดไม่มีคนอยู่ พอได้จังหวะเดินผ่านช่วงที่มีหินก้อนใหญ่ พุ่มไม้ ไกด์บอก if you feel difficult, you can find some place here เราก็ไม่ไหวละ here ก็ here แล้วไกด์ก็ช่วยเดินไปหาที่ปลอดภัยสายตาผู้คนให้ก่อน

เป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ ณ Everest Region : Khumbu Valley, Sagarmatha National Park – UNESCO World Heritage Centre  อากาศหนาว ลมแรง วิวสวยงาม และ มีสามีคอยดูต้นทางให้ ขอบคุณที่อยู่เคียงข้างเราเสมอ

และ จาก Gokyo Ri ที่ว่าเจอลมแรง อากาศแห้ง เราสองคนเลยได้ของฝาก เป็น อาการเจ็บคอ แพ้อากาศ ไอแบบมีเสมหะ ถ้าพวกเรามีผ้าปิดปากระหว่างเดินคงจะดีกว่านี้ (ทริปหน้าต้องไม่พลาด) ยังดีที่ Namche มีร้านขายยา เลยได้ยาอื่น ๆ มาช่วยให้อาการทุเลา คุณแม่เจ้าของร้านยา จัดยาให้เราครบ มีทั้ง antibiotic, ยาแก้ไอ, ละลายเสมหะ, แถมเราได้ยาอม strepsils รส lemon & ginger แบบ warm รสชาติดีมาก ๆ วันนั้นโดนค่ายาไป 4,000 กว่ารูปี

p1090285p1090283

อื่น ๆ ประปราย ก็จะเป็น มีน้ำมูกใสไหลซึม ๆ เวลาเจออากาศเย็น อันนี้เห็นเป็นกันหลายคน รวมถึงไกด์ และ ลูกหาบของเราด้วย พอลงมาเจอที่อุ่นขึ้น อาการพวกนี้ก็จะดีขึ้นเอง

ส่วนกับนักเดินทางกลุ่มอื่น ที่ได้เจอและได้ยินมา ก็มี :
ผู้หญิงคนหนึ่ง มีอาการอาหารเป็นพิษ แบบอาเจียนไปหลายรอบ หมดแรง กินไม่ลง จุดหมายคือ EBC ยังดีที่วันถัดยังอยู่ Namche เลยได้พัก
ผู้ชายชาวมาเลเซีย อยู่ ๆ ก็ไม่มีหมดแรง เดินไม่ไหว ไปไม่ถึงจุดหมาย ถึงกับต้องนั่งม้า ลงมานอนรอเพื่อน ๆ ที่ Namche ตอนนั่งม้าลงมา ยังตกม้าไปอีก 2 รอบ !! ท่าทางจะหมดแรงจริง ๆ ที่รู้เพราะว่า ไกด์ของเรา เค้าไปช่วยดูแลชายคนนี้ ตอนกลับมาถึง Namche
แก้งส์วัยรุ่น เพื่อน ๆ ของหลานสาวสามีเรา ไปเส้น ABC ก็ท้องเสียตลอดทริปกันหลายคน
ได้ยินจาก Babu เจ้าของบริษัททัวร์ที่เราใช้บริการ ว่ากำลังตาม เฮลิคอปเตอร์ไปรับคนไทย ที่มีการแพ้ความสูง ทางเส้น ABC

อืมมมมม …. อ่านมาถึงตอนนี้ ฟังดูชีวิตลำบากเนอะ แต่ หิมาลัย มีมนต์ขลัง ใครได้ไปเยือนก็ติดใจ ไปแล้วก็อยากไปอีก

ท่านใดที่อยากไป ฟิตร่างกายไปให้พร้อม เตรียมยาสามัญไปให้พอเพียง ส่วนเสื้อผ้า เนื่องจากอากาศหนาวเย็น ไม่ค่อยมีเหงื่อ เลยใส่ซ้ำ ๆ วันได้ น้ำท่าก็ไม่ค่อยได้อาบด้วย collection นึง เราใส่ประมาณ 4-5 วัน ค่อยเปลี่ยนใหม่ทั้งชุด พอกลับถึง Kathmandu เราค่อยเอาเสื้อผ้าบางตัวมาซัก เพื่อจะได้ใส่ในวันเดินทางกลับ

20160406_09591920160406_131405

p1090304

มาถึงตอนนี้ รูปภาพเราดำเนินมาถึง Namche พอดี ปิดท้ายด้วย รูปสวย ๆ จากที่นี่ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ

p1090347

Live your life in the Himalayas

ส่วนใหญ่เพื่อน ๆ จะถามกันว่าไปเดินอย่างไร เดินเอง แบกเป้ เองหรือเปล่า กิน นอนอย่างไร
เราใช้บริการของบริษัทนำเที่ยวค่ะ เค้าจะขายเป็น package มี ที่พัก อาหาร ไกด์ และ ลูกหาบ
ไกด์ 1 คน ต่อนักท่องเที่ยว 1 กลุ่ม ถ้าไปกันเยอะ ๆ 6-7 คนขึ้นไป อาจจะมี assistant guide ไปด้วย ลูกหาบ 1 คน จะแบกเป้ให้นักท่องเที่ยวได้ 2 คน น้ำหนักเป้ ประมาณ 25 กก. เค้าแบกกันได้ค่ะ

วันแรกที่ไปถึง Kathmandu จะมีคนมาจากบริษัทมารับที่สนามบิน และ มีพวงมาลัยดอกไม้มาตอนรับเป็นธรรมเนียม  คนกลางนี้เป็นไกด์ของเรา ชื่อ ซูซิล ซึ่งจะอยู่กับเราตลอดเส้นทาง ทำหน้าที่ไกด์ได้ดี และ ยังเป็นเหมือนเพื่อนร่วมทางของพวกเราด้วย

20160404_144652

รับพวกเราแล้ว พาไปเช็คอินที่โรงแรม ย่าน Thamel ซึ่งเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งอย่าง โรงแรม ร้านอาหาร บริษัททัวร์ ช้อปปิ้ง เสร็จแล้วก็ไปที่บริษัท เพื่อจ่ายเงินค่าทัวร์ส่วนที่เหลือ (จ่ายมัดจำล่วงหน้าตอนจองทัวร์ บริษัทจะเตรียมเอกสารทำ permits  ต่าง ๆ สำหรับด่านตรวจที่เราต้องผ่านในเส้นทาง trekking)

บริษัทจะนัดเวลา พบกันวันรุ่งขึ้น เพื่อเดินทางไปยังเมืองแห่งการเริ่มต้น trekking  ซึ่งแต่ละเส้นทาง ก็จะไปกันคนละเมือง บางเมืองสามารถนั่งรถบัส หรือ เหมารถจี๊ป 4×4 ไปได้ บางที่ก็ต้องนั่งรถไปเมืองหนึ่งและต่อเครื่องบินไปอีกเมืองหนึ่งถึงค่อยเริ่มเดินได้  แต่สำหรับเราครั้งนี้ ต้องนั่ง domestic flight ไป Lukla ประมาณ 30 นาที (หากใครมีเวลา และ ไม่อยากนั่งเครื่อง อีก 1 วิธีที่ไป Lukla คือ ต้องนั่งรถบัส 9 ชม. ไป Jiri และ เดินเท้า 7 วัน ถึง Lukla หรือ จาก Jiri เดินเท้า 9 วันไป Namche ก็ได้ แต่ถ้าคำนวณดี ๆ ค่าใช้จ่ายการยังชีพ 7-9 วัน จะสูงกว่าค่าเครื่องบินอีกค่ะ)

อุปกรณ์เกี่ยวกับ trekking ที่เราให้บริษัทจัดเตรียมให้เราเพิ่ม จะมี trekking poles หรือไม้เท้าสำหรับเดินป่า กับ ถุงนอน  ซึ่งอยู่ที่อุณหภูมิของจุดหมายปลายทางของเรา รอบนี้บริษัทเตรียมให้เรา -10 องศา

อื่น ๆ ที่เราไปซื้อเพิ่มเติมที่ Thamel จะมีครีมกันแดดแบบ SPF 110 (ซื้อแบบเยอะสุดที่มีเลยค่ะ บนเขาสูง ฟ้าใส แดดแรงมาก)  และ ยา Diamox สำหรับอาการ altitude sickness

ใน package tour ส่วนใหญ่ วันแรกเค้าจะจัดเป็น Kathmandu City Tour หากใครไปมาแล้วเหมือนเราก็ตัดออกได้ และ มี welcome หรือ farewell dinner 1 มื้อ  โรงแรมใน Kathmandu จะมีอาหารเช้าให้ ส่วนที่พักในระหว่าง trekking เรียกกันได้หลายหลายชื่อ teahouse, lodge, homestay ก็จะมี อาหารเช้า กลางวัน เย็น ชา กาแฟ รวมอยู่ด้วย แต่ไม่รวมค่าน้ำดื่ม น้ำร้อน ค่าใช้บริการอื่น ๆ กับที่พัก เช่น ชาร์จไฟ อาบน้ำ ซักผ้า

ปี 2015 ที่ไป เราซื้อทัวร์แบบ ค่าที่พักอย่างเดียว ไม่รวมอาหาร เพราะ คิดว่าสั่งทานเองน่าจะเลือกได้หลากหลายกว่าอาหารที่มากับ package แต่พอเข้าป่าแล้ว ทุกที่ทำอาหารเหมือนกันหมด รอบนี้ก็เลยซื้อแบบรวมอาหารไปเลย สะดวกในการจัดสรรงบประมาณ

ห้องพักใน trekking จะเป็นห้องแบบ basic มีเตียงนอน หมอน ผ้าห่ม (บางที่ ก็ไม่มีผ้าห่ม) โรงเตี๊ยมในระหว่าง trekking ส่วนใหญ่จะเป็นห้องพักแบบห้องน้ำรวม บางแห่งใหม่ ๆ เพิ่งสร้างเสร็จ มีที่กว้างขวาง ก็จะมีห้องแบบห้องน้ำในตัวให้เลือก จริง ๆ เป็นห้องส้วมมากกว่าห้องน้ำค่ะ เพราะไว้สำหรับทำธุระอย่างเดียว ซึ่งรอบนี้ เราก็เพิ่มเงินค่าทัวร์ สำหรับพักห้องแบบมีห้องส้วมในตัว เค้าจะเรียกว่า attached bathroom หรือ indoor bathroom อะไรทำนองนี้ เพื่อความสะดวกเวลาต้องตื่นนอนกลางดึกมาเข้าห้องน้ำ

p1090178p1090192p1090193

20160406_054958

ห้องน้ำทั่ว ๆ ไปก็เป็น ห้องส้วมแบบยอง แต่เส้น Gokyo & EBC นี้ ค่อนข้างเจริญกว่าทริปปีแล้ว จะเป็นโถนั่งแบบชักโครกด้วยค่ะ หากเป็นห้องน้ำรวม เราชอบแบบนั่งยองมากกว่า จะได้ไม่ต้องไปนั่งทับก้นใครต่อใครก็ไม่รู้ ฮ่าาาา ถ้าเป็นแบบชักโครกบนที่สูงก็อาจมีปัญหา เพราะเย็นมากจนน้ำในท่อกลายเป็นน้ำแข็ง ก็จะใช้บริการชักโครกไม่ได้

20160406_14145220160406_142442

p1090316

p1090319

ไหน ๆ คุยเรื่องที่พักแล้ว เราขอเล่ารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องการใช้ชีวิต หลับนอน อาบน้ำ ให้จบเลยดีกว่า

นอกจากถุงนอนที่บริษัทเตรียมให้แล้ว เรานำ sleep liner ไปด้วยค่ะ เป็นคล้าย ๆ ถุงนอนแต่ทำด้วยผ้าฝ้ายหรือผ้าไหม ให้เราซุกตัวใน liner ก่อน แล้วค่อยซุกในถุงนอนอีกที จะช่วยเพิ่มความอุ่นได้อีก 10 องศา

unbranded-lifeventure-travel-sleeper-coolmax-sleeping-bag-liner

[ขอบคุณภาพจาก http://amawalker.blogspot.com/%5D

แต่จะมีความทรมานตอนซุกตัวเข้าไปในถุงนอนนิดหน่อย เนื่องจากบนเขาสูง อากาศหนาวมาก ๆ ค่ะ ถุงนอน กับ liner ของเรา จะเย็นไปหมด หากเรานอนเลยตอนที่ความอุ่นจากร่างกายยังไม่งานประสานกับถุงนอน จะหนาวสั่นมาก ๆ  เราสองคนจะสั่งน้ำร้อนไปไว้ในห้องนอนด้วย ใส่ตัวเองเข้าไปในถุงนอนแค่ครึ่งตัว แล้วนั่งจิบน้ำร้อนจนรู้สึกหายหนาวสั่น แล้วค่อยนอนลง กระติกน้ำร้อนนี่สำคัญต่อชีวิตมากบนเขายามหนาวมากค่ะ ก่อนนอนก็จิบ พอตื่นมาก็จิบน้ำร้อน และ ชงกาแฟทานในห้องได้เลย

บางคนก็อุ้มถุงนอนไปห้องอาหาร ตอนทานมื้อเย็นด้วย เพราะ พออากาศเริ่มเย็น เค้าจะจุดเตาผิงให้ค่ะ บางคนก็เอาน้ำอุ่นในขวดพลาสติกนอนกอดในถุงนอนด้วย ก็ช่วยได้มาก

เราจะมีปัญหาอีกเรื่อง คือ เท้าเย็น รอบนี้เราเอาถุงเท้าไหมพรมแบบหนา ๆ ไปใส่นอน ช่วยได้เยอะเลยค่ะ

ผ้าม่านในห้องนอนจะช่วยกันลมเย็นจากอากาศหนาวได้มาก เวลานอนก็ปิดม่านด้วยค่ะ เพราะ ลมหนาวจะผ่านมาตามซอกหน้าต่าง กลางดึกอากาศจะเย็นและแห้งมาก เราต้องใช้ผ้าพันคอปิดจมูก หรือ ซุกหน้าไว้ใต้ liner เพื่อหายใจเอาอากาศอุ่น ๆ ไม่งั้นเราต้องตื่นกลางดึกขึ้นมาจิบน้ำ เพราะ คอแห้งมาก ๆ

20160408_1516301p1090436

ส่วนเรื่องอาบน้ำ ในทริป 10 วันนี้ เราอาบน้ำแค่ 2 ครั้ง !! จริง ๆ มีห้องน้ำ น้ำอุ่นให้อาบตลอดทาง บางที่เจริญ ๆ มีไฟฟ้า (ไฟฟ้าพลังน้ำ) ก็เป็นเครื่องทำน้ำอุ่นแบบไฟฟ้า  ถ้าไกล ๆ กว่านั้น เค้าใช้แก๊ส หรือ โซล่าเซล แต่ถ้าเป็นโซล่าเซล ก็ต้องดูสภาพอากาศของแต่ละวันด้วยค่ะ วันไหนฟ้าครึ้ม ไม่มีแดด ก็อาบน้ำไม่ได้ ค่าใช้บริการอาบน้ำ ก็มีตั้งแต่ 100 – 350 รูปี แต่ตลอดเส้นทางการเดิน ฝุ่นแดงค่อนข้างเยอะค่ะ แค่ช่วงเช้าเดินถึงเที่ยง หน้าก็ดำแดงด้วยฝุ่นไปหมด  ก็จะเลอะฝุ่นแบบนี้ทุกวัน อาบน้ำแล้วเสียของมากมายค่ะ ฮ่า

วิธีดูแลความสะอาด เราพกทิชชูเปียกไปเช็ดตัว เช็ดหน้า แทนการอาบน้ำค่ะ และ บนที่อากาศหนาว ๆ การที่ต้องถอดเสื้อผ้าเข้า ๆ ออก ๆ เพื่ออาบน้ำบ่อย ๆ บวกเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว จะทำให้ป่วยเอาได้

ของสำคัญเกี่ยวกับความสะอาดอีก 2-3 อย่าง ก็จะเป็น
1. สเปร์ยป้องกันกลิ่นอับในรองเท้า เวลาเราเดินมาก ๆ ทุกวัน บางทีเหงื่อออกที่เท้ามากมาย มีสเปร์ยช่วยรีเฟรชหน่อยชีวิตจะดีขึ้นมาก สเปร์ยกระป๋องที่พกไปมีปัญหาตอนขาออกสนามบินตรีภูวัน เจ้าหน้าที่ดูภาพเอกซเรย์กระเป๋าสงสัยเจ้ากระป๋องใบนี้ เลยต้องรื้อออกมาให้แกดูว่าเป็นสเปร์ยฉีดรองเท้าถึงผ่านมาได้
2. สเปร์ยฉีดกำจัดเชื้อโรคในเสื้อผ้า เราฝากเพื่อนซื้อมาจากญี่ปุ่น แต่ในไทยก็เริ่ม ๆ มีขายแล้วค่ะ เอาไว้ฉีดเสื้อผ้าที่ใส่ไปแป๊บเดียวแล้วอยากจะใส่ซ้ำ หรือ เสื้อผ้าที่ใส่แล้วก่อนเก็บใส่ถุง ก็ฉีด ๆ หน่อยค่ะ เวลากลับถึงบ้าน กลิ่นจะได้ไม่หมักหมมรุนแรง :D
3. แอลกอฮอล์ล้างมือ ไว้ใช้ตามสะดวก

p109010220160408_15122220160409_102002img_20160409_124931img_20160409_12502420160409_125318img_20160409_132202img_20160409_13063520160410_102249

หมดหัวข้อเรื่องที่พัก ห้องน้ำ ห้องส้วม อาบน้ำ ไว้หัวข้อต่อไป จะกลับมาเขียนเรื่อง กิน กิน กันต่อนะคะ

Nepal Trekking : many routes you can choose

เขียนไว้เป็นข้อมูล สำหรับคนที่สนใจไปเดินป่าที่เนปาล ที่เนปาลมีเส้นทางเดินป่ามากมาย ประมาณ 10 เส้นทางหลัก ๆ แบ่งตามภูมิภาค และ ยังแบ่งเส้นทางแยกย่อยออกไปได้อีก เราสามารถเลือกได้ตามความชอบ หรือ ความฟิตของร่างกาย ส่วนใหญ่ในเว็บไซต์ของบริษัทท่องเที่ยว จะแจกแจงรายละเอียดหลัก ๆ ไว้ให้เราได้เปรียบเทียบ ได้แก่ trekking route, จำนวนวัน, ความยากง่ายของการเดิน, ความสูง หรือ max-altitude, ประเภทที่พัก, starting & ending point

Route ยอดนิยม ที่หลายคน ๆ สนใจ คือ
ABC – Annapurna Base Camp อยู่ใน Annapurna Region สูงสุดที่ 4,130m
EBC – Everest Base Camp อยู่ใน Khumbu Region สูงสุดที่ 5,550m
พอขึ้นชื่อว่า Base Camp เลยดึงดูดความสนใจจากนักเดินทางได้มากมาย เลยทำให้เกิดความแออัดตามมา
(เส้นทาง trekking อื่น ลองดูได้จากเว็บนี้ ที่เราใช้บริการอยู่ หรือ ลอง google ดูก็ได้ค่ะ http://www.greathimalaya.com/trekking-in-nepal.php)

เรากับสามี ชอบความสงบ ส่วนตัว ไม่พลุกพล่าน เราเลยหลีกเลี่ยงเส้นทางยอดนิยมพวกนี้ ส่วนวิธีเลือกเส้นทาง ก็ดูภาพวิวของแต่ละที ซึ่งภาพวิวบน Gokyo Ri สวยงามถูกใจเรามากกว่า EBC เส้นนี้ครึ่งทางแรกจะเดินเหมือน EBC แต่ไปแยกกันตอนเดินจาก Namche Bazaar ไปประมาณ 2 ชม.

หากใครมีเวลา 17 วันขึ้นไป อาจจะรวบเส้นทาง EBC & Gokyo เป็นเส้นเดียวกันก็ย่อมได้ โดยระหว่าง 2 จุดนี้ เราต้องเดินผ่าน Cho La Pass ซึ่งใช้เวลา 3-4 วัน ที่ความสูง 5367 m. ถือเป็นทางที่โหดมาก ๆ เพราะ อาจต้องเดินบนหิมะ หรือ พบกับหินที่มีน้ำแข็งเกาะ ซึ่งลื่นเอามาก ๆ

01

ที่ Gokyo Ri ใช้เวลาเดินขึ้นลง 5 ชม. โดยเฉลี่ย บนนั้นเราจะได้เห็นแนวเทือกเขาหิมาลัย Mount Everest และอีก 3 ยอดเขา Lhotse, Makalu, and Cho Oyu ที่สูงติด 1 ใน 10 ของยอดเขาที่สูงสุดในโลก เกิน 8000 เมตร พอมองลงด้านล่าง ยังเห็น ธารน้ำแข็ง และ ทะเลสาบด้วย

ตอนที่เรากำลังเดิน หรือเรียกว่า ไต่ขึ้นไปบน Gokyo Ri เราเห็นหน้าตาของทุกคนที่เดินสวนลงมา มีอิ่มเอมไปด้วยความสุข พบชายคนหนึ่งที่เดินลงมา และ ถามว่า เราไป Kala Pattar มาหรือยัง พร้อมทั้งบอกว่า ที่นี่สวยงามกว่า Kala Pattar มากมาย (Kala Pattar เป็นอีกจุดหมายหนึ่งของ EBC ที่ใช้เวลาเดินขึ้นลง 3 ชม. เพื่อไปชมวิวเอเวอร์เรส)

ได้ยิน Everest Base Camp Trek ไกด์บอกว่า จริง ๆ แล้ว เราไม่ได้นอนกันที่ base camp แต่จุดสูงสุดที่นอน เป็น teahouse ที่เมือง Gorak Shep แล้วค่อยเดินไปชมวิวที่ Kala Pattar รวมกับถ่ายรูปที่ Base Camp เราว่าจริง ๆ ก็ดีกว่านอนที่ Base Camp มาก เพราะคงหนาวและทรมานน่าดู)

ช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการเดินป่า จะเป็น ฤดูใบไม้ร่วง กลาง ก.ย. – กลาง ธ.ค. และ ฤดูใบไม้ผลิ เดือน มี.ค. – พ.ค.  ส่วนหน้าหนาว เดือน ธ.ค. – ก.พ. ออกจะหนาวทรมานไปซักหน่อย จะเจอแต่หิมะขาวโพลนไปหมด ส่วนฤดูฝน จะมีอุปสรรคในการเดิน แถมเที่ยวบินในประเทศ น่าจะโดนยกเลิกบ่อย ๆ เนื่องจากสภาพท้องฟ้าไม่เหมาะแก่การบิน

ทริป Gokyo Trekking เป็นทริปเนปาลครั้งที่ 3 แล้ว ทริปแรกเป็น city tour
ทริปที่ 2 เราไป Langtang & Gosaikunda Trek กลับจากทริปนี้เพียง 2 วัน ก็เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ Langtang Valley โดยหิมะถล่ม บ้านพังหมดเลย มีนักเดินทาง เสียชีวิต 90 กว่าคน ชาวบ้านอีก 200 กว่าคน จนถึงตอนนี้ เส้นทางนี้ยังไม่สะดวกนักที่จะเดิน มีนักท่องเที่ยวชาวไทยวางแผนเดินไป เส้นทางเดินอันตราย ยังซ่อมแซมไม่เสร็จ เลยไป Gosaikunda อย่างเดียว

พอเป็นทริป 3 เราเลยไม่ค่อยได้ถ่ายรูปแบบละเอียดนัก หากจะเขียนเป็นรีวิวแบบวันต่อวัน ก็อาจมีเรื่องให้เล่าไม่ค่อยมาก เลยคิดว่าจะทยอยเขียนแต่ละหัวข้อ ที่น่าจะมีประโยชน์สำหรับเพื่อน ๆ ที่สนใจไปเดินป่าที่นั่นแทน

p1090474p1090470

วันนี้เกริ่นเพียงเท่านี้ก่อนนะคะ แล้วไว้จะทยอยมาเขียนเรื่องอื่น ๆ ต่อค่ะ

Namche Bakery

ชีวิตขาดเรื่องราวเกี่ยวกับขนมปังไม่ได้ คราวนี้ได้เจอกับเจ้าของร้านเบเกอร์รี่ มี 3 ร้าน ที่ Namche 2 (ได้ไปมาทั้ง 2 ร้าน) และ Phakding 1 ร้าน

คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ที่ร้านทั้ง 3 แห่ง เตะตาอยู่ในความสนใจของเราทั้งหมด

ก่อนที่จะได้คุยกับเจ้าของ เราสนใจครัวเค้ามาก ขอเข้าไปถ่ายรูป และได้รู้ว่า เป็นเตาอบไฟฟ้าซะด้วย ถาม bakers ในร้านนู่นนี่ ตามภาษาคนอบขนมปังด้วยกัน

พอเจ้าของร้านมา ตอนแรกก็ยังไม่รู้ แต่แกหน้าตาเป็นมิตร ยืนยิ้มทักทาย เลยถามว่าแกมาซื้อขนมปังเหรอ เค้าบอกเค้าเป็นเจ้าของ ก็เลยได้คุยกันอีกยาวนาน

ก่อนที่จะมาทำร้านเบเกอร์รี่ แกเป็นผู้จัดการโรงแรมอยู่ที่ kathmandu มีญาติอยู่ lukla เปิดโรงแรม เห็นนักเดินทาง เข้ามาที่นี่มากมาย ส่วนใหญ่เป็นฝรั่ง ที่โหยหาขนมปัง แกพอจะทำขนมปังเป็นอยู่ เมื่อโอกาสมา ไฟฟ้าเข้าไปถึง Namche (ที่นี่ใช้ไฟฟ้าพลังน้ำ) แกเลยลาออกจากงาน มาเปิดร้านแรก

เตาอบที่ถ่ายรูปไว้ …. ขนมาทางเฮลิคอปเตอร์แต่ลงที่เมืองอื่น แล้วใช้แรงงานลูกหาบ 15 คน ขนเตาเครื่องนี้ 4 วัน กว่าจะถึงร้าน เป็นอะไรที่ แกบอกเหนื่อยยากมาก แต่ก็มีเตาอบแก๊สสำรองไว้ด้วย เผื่อวันไฟดับ ส่วนอีก 2 สาขา เป็นเตาอบชั้นเดียวจากจีน ไม่หนักเท่าไหร่ จ้างลูกหาบคนเดียวแบกมาไหว

ในตอนแรก ที่แกเริ่มทำ ก็ตื่นตีสาม (เหมือนพวกเราเลย) มาทำเอง จนบัดนี้ มี bakers ประมาณ 12 คน ทั้ง 3 สาขา

ตอนนี้ แกไม่ต้องอบขนมปังเองแล้ว คอยแต่ดูแลกิจการ มีลูก 2 คน คนโตเรียนเภสัช อยู่ที่อเมริกา

trekkers ส่วนใหญ่ เวลาลงมาจากภูเขา เจอเมือง จะเหมือนปอบลง อยากกินไปซะทุกอย่าง อยากฉลอง โหยหายของหวาน ของอร่อย ระหว่างที่เราคุยกับแกไป จะเห็นรอยยิ้มของลูกค้าที่เพิ่งเข้ามา หน้าตาแบบเจอสวรรค์ชัด ๆ

เรากับสามี ก็เป็นหนึ่งในนั้น

12963385_10206319009398382_7657334865076430328_n12993494_10206319006798317_9003212120204111766_n12961550_10206319008798367_6621764087505461470_n13001166_10206319008438358_4045823210042856954_n12985406_10206319007158326_5993007289967228190_n13015309_10206319007798342_3198829249942357750_n13012726_10206319009078374_46587782870613746_n

Our sherpa porter : Jorlok

Jorlok – จอล๊อก ลูกหาบตัวน้อย ชาว Sherpa วัย 18 ปี ตัวเล็กและหน้าเด็กมาก ๆ จนเราแซวว่า น่าจะอายุประมาณ 15 ปี แต่โกงอายุมาเพื่อทำงานมากกว่า พวกเราใช้เวลาเกือบครึ่งวัน กว่าจะจำชื่อ จอล๊อก ได้ เพราะเป็นภาษาที่ไม่คุ้น

จอล๊อก ตัวเล็กมาก จนเราแอบเป็นห่วงว่า จะแบกเป้หนักเกือบ 25 kg. ของเราไหวไหม แรก ๆ ก็ยังไม่เข้าที่ ต้องปรับสายรัดกระเป๋า จัดตำแหน่งอยู่พักนึง แต่พอเครื่องติด จอล๊อก แบกกระเป๋าพวกเรา เดินนำไปไกล ยิ่งเป็นทางลง ถึงกับวิ่งลงไปได้เลย

อ้อ ! ไกด์ของเรา ก็ไม่ได้รู้จัก จอล๊อก มาก่อน แต่ติดต่อผ่านโรงแรมที่ Lukla ซึ่งเป็นคนจัดหาลูกหาบให้อีกที พอถึงนั่น พี่ชายจอล๊อกก็พามาเจอที่โรงเตี๊ยม แล้ว จอล๊อกก็ร่วมเดินทางไปกับพวกเรา คืนแรก ที่ Phakding กับ คืนสอง-สาม ที่ Namche เราไม่ค่อยได้พูดคุยกันเท่าไหร่ เพราะ ที่นั่นจะมี porter house สำหรับชาว sherpa ด้วยกัน ให้แยกไปพักเอง แต่พอเดินลึกเข้าไปในดินแดนหิมาลัย จะไม่มี porter house แล้ว จอล๊อก ก็เลยได้มานั่งเล่น พูดคุยร่วมกับพวกเราและไกด์

ส่วนใหญ่จะถึงที่พัก ช่วงบ่าย 2-3 นั่งพักหายเหนื่อย ก็เล่นไพ่กันเพลิน ๆ พวกเราชอบเล่น slave กับไกด์ จอล๊อก ดูซักพัก ก็เริ่มเล่นด้วย เป็นเด็กน้อยที่เล่นไพ่แบบ aggressive มา มีไพ่ใหญ่ ๆ ไม่มีกั๊กไว้ ดับเครื่องชนตลอด ฮ่าาาา แล้ว จอล๊อก ก็ชอบเล่น slave เอามาก ๆ

ครั้งนี้ เป็น ครั้งที่ 3 ของชีวิตลูกหาบ แม่จอล๊อก ทำป๊อปคอร์นสไตล์เนปาลี กับ คุ้กกี้มะพร้าว ให้นำติดเป้มาด้วย พออยู่ด้วยกันหลาย ๆ คืน จอล๊อก ชักติดใจ คุยเล่นกับไกด์เราเพลินเพลินมาก จนถึงตอนเดินกลับมา Namche ยังไม่อยากไปอยู่ porter house แต่ที่นั่นไม่อนุญาติให้ลูกหาบ sherpa พักร่วมกับนักท่องเที่ยว

บ้านจอล๊อก อยู่ห่างจาก Lukla ด้วยการเดินเท้า 1 วัน พอจบทริปของพวกเราจอล๊อกยังคงไม่กลับบ้าน เพราะ ช่วงนี้เป็น trekking season ถ้ารอ standby อยู่ที่นั่น น่าจะได้งานหาบอีก ระหว่างที่รองาน จะต้องมีค่าเช่าห้องนอน คืนละ 300 รูปี (ประมาณ 100 บาท) ส่วนค่าอาหาร Dal Bhat ที่กินประจำ ก็มื้อละ 300 รูปี เช่นกัน หวังว่า จอล๊อก จะได้งานหาบต่อ จะได้มีรายได้ไว้เลี้ยงดูตัวเอง

วันที่จบทริปของเราที่ Lukla 13 เม.ย. ที่เนปาล ก็เป็นวันปีใหม่ เหมือนวันสงกรานต์ของไทย ตอนเดินเข้าเมือง จอล๊อก เจอเพื่อน 2 คน (หน้าเด็กมาก ๆ เหมือนกัน) แต่งหล่อกำลังเตรียมตัวฉลองปีใหม่กันเลย แต่เด็กน้อยจอล๊อก ยังไม่หมดหน้าที่ ต้องแบกเป้พวกเราไปส่งที่ให้เสร็จงาน

พอถึงที่พัก จอล๊อก แบกเป้พวกเรามาส่งที่ห้อง สามีเรามอบทิปให้จอล๊อก ซึ่งเราให้ในจำนวนที่เยอะพอสมควรสำหรับเด็กน้อยวัยนี้ เราเห็นแววตาของจอล๊อก ดีใจและมีความสุขมาก ๆ สำหรับความอุตสาหะที่ผ่านมา เรากับสามีอดไม่ได้ที่จะสวมกอดเด็กน้อย เพื่อแสดงความขอบคุณและความหวังดี

จอล๊อก ยิ้มไม่หุบ หลังสวมกอด ยังจับมือเราไม่ยอมปล่อย ล่ำรากันอีกพัก จนถึงตอนที่ต้องปิดประตูห้อง ถึงได้ปล่อยมือเรา … ในเช้าวันรุ่งขึ้น ยังน่ารักเหมือนเดิม มาช่วยเราแบกเป้อีกครั้ง ไปส่งที่สนามบิน

ดีใจที่ได้รู้จักกับเด็กน้อยคนนี้ ขอบคุณที่ได้มอบโอกาสให้เราได้ตอบแทนความเป็นเด็กดี หากมีโอกาสได้กลับไปที่นั่น พวกเราก็ยังอยากที่เจอจอล๊อกอีกครั้งIMG_20160410_100119IMG_20160409_09322420160409_10555020160409_08530320160409_08533020160411_08201820160410_064225

Lukla Airport

อีกหนึ่งความตื่นเต้น Lukla Airport หนึ่งในสนามบินที่สูงและอันตรายที่สุด

2860 เมตร จากระดับน้ำทะเล อยู่ท่ามกลางหุบเขา ขนาด รันเวย์ 20×450 เมตร ถูกออกแบบให้มีความลาดเอียง เพื่อช่วยในการ take off และ landing

เมื่อเช้านี้ ได้ขึ้นเครื่องลำที่ 4 จากไฟล์แรก ???? คือว่า เครื่องบินที่ลงที่นี่ได้ ต้องลำเล็กเท่านั้น แต่ละลำรับผู้โดยสารประมาณ 15 คน ในหนึ่ง flight จะทยอยออกต่อ ๆ กัน 4 ลำ บินมาจาก kathmandu พร้อมผู้โดยสาร มาถึง ขนของและคนออก ก็รับที่ Lukla กลับเลย แต่ละวัน อาจจะบินไปกลับได้ถึง 4 รอบ น้ำมันหมดก็เติมทางฝั่ง kathmandu

ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กลับ สภาพอากาศ โดยเฉพาะที่ Lukla หากฝนตก จะ cancel ทันที ในอดีต เคยมีนักเดินทางติดอยู่ที่นั่น เกือบ 3000 คน เพราะฝนตกติดกันหลายวัน วิธีที่จะกลับมาได้ ต้องเป็น เฮลิคอปเตอร์ หรือ เดินไปเมือง Jiri 7 วัน เพื่อขึ้นรถบัสอีก 9 ชม. กลับ Kathmandu

ถือว่าทริปนี้ของเรา ราบรื่นมาก ได้บินตามวันที่วางแผน ท้องฟ้าสดใสทุกวัน ฝนและหิมะไม่ตกเหมือนปีที่แล้ว13007324_10206312980807671_5413646113970715685_n12987210_10206312985087778_8783057888682381980_n20160405_12473720160405_12534620160405_12485820160405_1248521936378_10206312990807921_3964687573173689245_n