EP 19 : April 15, the Finale !

ตอนที่แล้ว EP 18 : April 13 freedom camping at Lake Tekapo

April 15 เช้านี้ เราพร้อมกลับบ้านกันเต็มที่ เราตื่นเช้ากันปรกติ

หลังมื้อเช้า อาบน้ำแต่งตัว และ เริ่มเก็บของกัน

ก่อนจะคืนรถ มีกติกา อยู่นิดหน่อย คือ เราต้องเติมน้ำมัน และ แก๊ส LPG คืนให้เต็มถังเหมือนตอนรับรถมา

ทำความสะอาดแบบพอประมาณไม่ให้น่าเกลียด ให้เคลียร์สิ่งต่าง ๆ ในลิ้นชัก และ ตู้เย็น

จัดการเรื่อง Dump ให้เรียบร้อย เติมน้ำสะอาดคืนให้เต็ม

เมื่อวานตอนเย็น เราเคลียร์ออกไปแล้วบางส่วน มีโบรชัวร์ที่เราหยิบมาจาก i-Site มากมาย ก็ใส่ถุงไปทิ้งขยะในถังที่เป็น Recycled

เครื่องปรุงบางอย่างที่เราใช้ไม่หมด เราไม่สามารถแพคกลับบ้านได้ กระเป๋าเราแน่นเอี๊ยดตั้งแต่ตอนมาแล้ว

เราเลยแยกใส่ถุงเอาไว้ แต่ยังไม่ทิ้ง เพราะคิดว่า ที่บริษัทรถเช่า น่าจะสามารถให้ใครต่อได้

เก็บขยะต่าง ๆ ทิ้งเรียบร้อย ทุกอย่างอยู่ในสภาพเดิมตอนที่เรารับรถมา

แพคสัมภาระเรียบร้อย เราเช็คเอาท์ และ ไปปั๊มน้ำมันกัน

น้ำมันดีเซล เราสามารถเติมเองได้ แต่ LPG ต้องให้พนักงานในปั๊มมาเติมให้

 

ขณะนั้นประมาณ 10:00 น. จริง ๆ เรานัดคืนรถตอน 11:30 น. เพราะ เครื่องออกเกือบ 16:00 น.

แต่ไม่มีอะไรทำแล้ว จะให้ไป town center ก็มีเวลาไม่มากพอ เราจึงไปคืนรถกันเลย

ไปถึง เจอ Mike คนเดิม

Mike แซวว่า ได้ข่าวว่าเราไปเข้าป่ามา ฮ่า ๆๆ คือ แซวเรื่องที่ชนกระต่ายป่าจนวาล์วเปิดถังน้ำเสียหัก

แล้วเราก็โชว์แผลกันชนหลังให้ Mike ดูอีก 1 จุด

เค้าบอก ไม่มีปัญหา ไม่ต้องห่วง เพราะ เราทำประกันแบบครอบคลุมทุกส่วนอยู่แล้ว

เราบอก Mike เรื่อง มีถุงของใช้กับเครื่องปรุง ที่เราใช้ไม่หมด มีเมล็ดกาแฟคั่วที่เราซื้อมาผิดด้วย เลยไม่ได้ใช้ทั้งถุง

แต่เราไม่อยากทิ้ง เค้ารีบบอก ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวเค้าจัดการเรื่อง donate ให้

ฮ่า ๆๆ จริง ๆ ก็น่าจะแบ่ง ๆ ให้พนักงานในบริษัทไปใช้กันนั่นแหล่ะ

แล้ว Mike ก็พาเราสองคน ไปส่งที่สนามบิน

จากนี้ เป็นการรอและรอ รอเช็คอินเพราะมาเร็วเกินไป รอขึ้นเครื่อง รอให้ถึง Sydney รอให้ถึงกรุงเทพ และ รอให้ถึงบ้าน ^ ^

เรากลับถึงกรุงเทพ April 16 ประมาณตีสอง

 

ทริปนี้ เป็นอะไรที่แปลกใหม่มาก ๆ สำหรับเราสองคน

เราตัดสินใจไม่ผิดที่เลือกเดินทางแบบรถบ้าน 13 คืน ในรถบ้าน ไม่มีเบื่อเลยซักวัน

รถบ้าน อาจจะไม่เหมาะกับทุกคน โดยเฉพาะหากเดินทางกันแบบกลุ่มใหญ่

เพราะหลาย ๆ ชีวิต ต้องอยู่ในรถ 1 คัน เป็นเวลานาน หากไม่ใช่ครอบครัวเดียวกันจริง ๆ อาจจะขาดความเป็นส่วนตัว

รถบ้านสำหรับ 6 คน ก็มี แต่รถจะคันใหญ่ จะขับยากขึ้น

สำหรับเพื่อน ๆ และท่านที่อ่านรีวิว น่าจะพอเห็นภาพและตัดสินใจได้ว่า หากเดินทางมานิวซีแลนด์จะใช้รถบ้าน หรือ รถยนต์

 

นิวซีแลนด์ เป็นประเทศที่เราอยากกลับไปเที่ยว ตั้งแต่ที่ทริปเรายังไม่จบด้วยซ้ำ

ระหว่างที่เราเที่ยวกันอยู่ เราก็คุยกันตลอดว่า เราจะกลับมาอีก มาทำแบบนั้นแบบนี้

Franz Josef Glacier Walk

Hooker Valley Track

Helicopter over Mount Cook

Camping ที่ Mount Cook

Camping ที่ Lake ต่าง ๆ

วิว สวย ๆ ที่เราตามเส้นทาง Arthur’s Pass , Crown Range,  ทางจาก Kaikoura ไป Blenheim

ถนนโล่ง ๆ รถน้อย ๆ

สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นอะไรที่เราประทับใจมาก ๆ

แทบจะทุกวัน ที่เรามี moment ที่เราซาบซึ้งจนน้ำตาคลอ และ นึกขอบคุณ ที่เรามีโอกาสมาสัมผัสสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้

 

การแสวงหาความสุขของคนเรา อาจแตกต่างกันไป แต่หากคุณรู้ว่าความสุขของคุณมาจากสิ่งไหน

โปรดอย่าได้รีรอ อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง กับการไขว่คว้าความสุข

วางแผนของคุณให้ดี และ เดินหน้าไปหามัน

 

และ สุดท้ายนี้ เราขอให้ผู้อ่านทุกท่านความสุขมาก ๆ กับทุก ๆ วันของชีวิต

แล้วพบกันใหม่โอกาสหน้า ขอบคุณที่ติดตาม

EP 18 : April 13 freedom camping at Lake Tekapo

ตอนที่แล้ว EP 17 : April 13, Hooker Valley Track … very impressed !

หลังจากที่เรา trek ใน Hooker Valley และทานมื้อเที่ยงในรถเรียบร้อยแล้ว เราออกเดินทางไปยังจุดหมายถัดไป

อ้อ ที่ campsite นี้ มี dump station ด้วย วันนี้เราเลยสะดวกมาก ๆ ไม่ต้องตามล่าหา ซึ่งเราจัดการธุระเรื่องนี้ ตั้งแต่เช้า ก่อน trekking แล้ว

ระยะทางจาก Mount Cook ไป Lake Tekapo ไม่ไกลนัก ขับรถแค่ ชั่วโมงกว่า

ทางที่เราขับผ่าน จะมี Mount Cook Alpine Salmon Farm จากข้อมูลในเว็บไซต์ เค้าว่า Salmon ของที่นี่ มีรสชาติที่ดี ระดับพรีเมียม

แถมเป็น Salmon Farm ที่สูงที่สุดในโลกอีกด้วย สูงจากระดับน้ำทะเล 677 เมตร

จากถนนเส้นหลัก ต้องขับเข้าไปประมาณ 10 กว่ากิโลเมตร และ เป็นทางขึ้นเขาลูกเล็ก ๆ ไปเรื่อย

พอไปถึงฟาร์ม ระดับน้ำในบ่อแซลมอน สูงกว่าทะเลสาบที่เราขับผ่านมาเยอะจริง ๆ

แซลมอนจะถูกเลี้ยงอยู่ในกระชังตรงนั้น แต่ด้านนอกก็มีเช่นกัน มีรถหลายคันมาจอดตกปลากันอยู่ใกล้ ๆ ฟาร์ม

ไปถึง เหมือนจะใกล้เลิกงาน เราเคยเห็นคลิปของนักท่องเที่ยวชาวอินโดนีเซีย มาที่นี่และซื้ออาหารเลี้ยง

แต่ตอนที่เรา ไม่มีขายแล้ว อาหารสดที่ขายในตู้ ก็ไม่มีค่อยมีแล้ว เลยได้แซลมอนสด มา 2 แพค และ ก็ออกเดินทางกันต่อ

พระอาทิตย์ตั้งฉากกับด้านหลังรถพอดี เลยได้ภาพนี้มา

สำหรับ campsite ที่จะพักคืนนี้ เราไม่มีข้อมูลอะไรเลย แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมา หากเมืองไหนมีทะเลสาบใหญ่ ๆ เราจะหาที่ freedom camping ค่อนข้างง่าย

เราผ่าน town center ก่อน เลยแวะซื้อผัดสดเพื่อเพิ่มกากใยกันซักหน่อย

จากนั้น เราหาถนนที่ขับอ้อมรอบทะเลสาบ แต่ก่อนจะ camping ที่ไหน เราต้องเช็คให้ดีก่อนด้วยว่า มีป้ายห้ามตั้งแค้มป์ในบริเวณนั้นหรือไม่

และแล้ว เราก็เจอทำเลเหมาะ ๆ

อากาศตอนนี้ ไม่หนาวเท่าไหร่ นั่งจิบไวน์ข้างนอกแบบสบาย ๆ

ค่ำคืนสุดท้าย ของการพักผ่อนใกล้ธรรมชาติแบบสงบ

ระหว่างทานมื้อเย็น ในตอนนั้นฟ้ามือแล้ว มีรถบ้านอีกคันเข้ามาจอด เหมือนจะไม่แน่ใจว่าบริเวณนี้ตั้งแค้มป์ได้หรือไม่ มีชายหนุ่มคนขับเดินมาถามเราสองคน ว่าพวกเราตั้งแค้มป์ที่นี่คืนนี้หรือเปล่า พอเราบอกใช่ เค้าก็แสดงอาการดีใจ ประหนึ่งว่าในที่สุด เค้าก็หาที่พักได้แล้วคืนนี้

มื้อเย็นผ่านไปด้วยความสุข อากาศเริ่มหนาวขึ้น เราจึงย้ายเข้ารถกัน

คืนนั้น เราถ่ายรูปภายในรถ ทั้งรูปเตียงนอน ห้องน้ำ ลิ้นชักต่าง ๆ แผงควบคุม ฯลฯ เก็บเอาไว้ ย้อนระลึกดู วันคืนอันแสนสุขที่นี่ของเราสองคน

และแล้ว ยามเช้า April 14 ก็มาถึง

หลังมื้อเช้า เราออกมาถ่ายรูปกันเล็กน้อย ก่อนออกเดินทางกันต่อ

ใกล้จะจบทริป ก็ยังมีเรื่องขำ ๆ เกิดขึ้นอีกจนได้

เนื่องจาก ถังน้ำสะอาด มีความจุแค่ 90 ลิตร ทำให้เราต้องหาทางใช้น้ำกันอย่างประหยัด

เรามีแกลลอนน้ำ 5 ลิตร อยู่ 3 ใบ ทุกครั้งที่เราแวะ Dump Station เราจะเติมน้ำสะอาดใส่แกลลอนนี้ด้วย

เมื่อวาน เราใช้น้ำจากแกลลอน ในการเตรียมอาหาร ทำกับข้าว ล้างภาชนะ ควบคู่กับใช้น้ำก๊อกด้วย

แต่ก็ลืมว่า ถังน้ำเสีย ก็มีความจุ 90 ลิตร เช่นกัน ในเมื่อเราใช้น้ำเกือบทั้งหมดที่เรามี คือ 90 + 5 x 3 จากแกลลอน

แล้วมันจะเอาไปเก็บไว้ตรงไหนกันล่ะ ฮ่า ๆๆ

ก็เลยเจอปัญหาอีกอย่างในห้องน้ำและซิ้งล้างจาน นั่นคือ น้ำเริ่มล้นออกมา ฮ่า ๆๆ

โชคดี ที่ Dump Station อยู่ใกล้ ๆ เมื่อวานแอบเล็งไว้แล้ว ก่อนตั้งแค้มป์

ป้ายฟ้า ๆ นี้ ที่เราพึ่งพาทุกวัน (แต่แอบงง ป้าย Scenic Lookout ติดใกล้กันเกิน เหมือนจะไปให้ lookout ที่นั่น)

วันนี้ เราใช้เวลาถ่ายน้ำเสียนานมาก ๆ นานกว่าปรกติ

คิดแล้วก็ตลกดี วันแรกใช้น้ำหมดเร็วเกิน จนตอนเช้าไม่มีน้ำอาบ พอชำนาญ ก็ใช้น้ำเยอะเกิน ซะจนน้ำเอ่อ

หมดเรื่องวุ่น ๆ แล้ว เราแวะ hilight ของที่ Lake Takapo กัน นั่นคือ Church of the Good Shepherd

โบสถ์หลังเล็ก ๆ ริม Lake Tekapo

ภาพนี้ ดูสงบดีจัง

และเราก็แวะเดินเล่น ที่ town center

Helicopter จากที่นี่ ไปชมวิว Mount Cook ก็ได้

เป็นเมืองเล็ก ๆ ที่เงียบสงบอีก 1 เมือง เราต้องอำลา Lake Tekapo และ มุ่งหน้าสู่ Christchurch

ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 โมง ซึ่งเราจะพักที่ Top 10 Holiday Park ที่เราจองล่วงหน้าไว้แล้ว ตั้งแต่อยู่ไทย

ระหว่างก็เจอหมู่บ้านบ้าง

มีจุดชมวิว ที่เมืองใดไม่ทราบ เราแวะจอดถ่ายรูป เจอรถนักเรียนขับมาจอดถ่ายรูปด้วย มีเด็กไทยอยู่กลุ่มหนึ่งประมาณ 4-5 คน

เด็กผู้ชายท้วม ๆ หน่อย คุยกับเพื่อน “เฮ้ย ไม่่ใช่คนไทย คนญี่ปุ๊นนนน”

แล้วก็ มอง ๆ มาที่เราสองคน แล้วก็หัวเราะกัน

เราเลยตอบไปว่า “คนไทยค่าาา มาเรียนที่นี่เหรอคะ” ฮ่า ๆๆ ฮากันไป น้อง ๆ เค้าบอกว่า ช่วงนี้เจอคนไทยเยอะจริง ๆ

แวะทุกที เจอทุกที่ อ่ะนะ ก็สงกรานต์นี่นา ใคร ๆ เค้าก็เที่ยวกัน :)

เราก็เจอนะ อาทิตย์หลัง ๆ เพราะคนเริ่มหยุดและออกเดินทางกัน ตอนที่เราเจอเราจะยิ้มทักทายเค้าก่อนเลย แล้วเราก็จะได้รับรอยยิ้มตอบกลับมา จริง ๆ แล้วเราว่าแบบนี้มันดีกว่า การที่เราเล็ง ๆ กัน แล้วดูว่าใครจะทักใครก่อน เพราะทำไมทำมา เกร็งกันทั้งคู่ กลายเป็นคนไทยเจอกันไม่ทักกัน อารมณ์จะบูดเปล่า ๆ เราแค่ยิ้มก่อน เค้าก็ยิ้มกลับมา แบบนี้ง่ายกว่าส่งกระแสจิต

แต่ก็ไม่ใช่ทุกกรณีนะ ถ้ากลุ่มใหญ่ ๆ เสียงดัง ๆ เราก็ไม่ทัก ไม่พูดอะไร บางทีเค้าก็ดูไม่ออก คิดว่าเราเป็นเกาหลีหรือญี่ปุ่นไป

หรือ อีกแบบ หน้าตาไม่ friendly เอาซะเลย เราก็ทำเฉย ฮ่า ๆ

นอกจากวิวหมู่บ้าน เราก็เจอ ฟาร์มแกะ ฟาร์มวัวบ้าง ทุ่งหญ้าบ้าง

ไม่ค่อยมีแสงแดดนะ ฟ้าขมุกขมัว

แถวนี้ คงหิมะตกก่อนที่อื่น

จากหมู่บ้าน ไร่และฟาร์มปศุสัตว์ เราผ่านเมืองอีกหลายเมือง จนได้เวลามื้อเที่ยง

เสบียงในตู้เย็น เหลือน้อยนิด แค่เพียงพอต่อ 3 มื้อที่เหลือ

แซลมอนรมควันแบบนี้ อร่อยดี มาเป็นก้อนใหญ่ ๆ สะใจ

จากเมืองที่เรามื้อเที่ยง ตอนนี้เริ่มเป็นเขตอุตสาหกรรม เราเพิ่งเห็นโรงงานใหญ่ ๆ เป็นครั้งแรก

ถนนมีรถมากกว่าเดิม เหมือนเป็นเส้นหลักที่เข้าเมือง มีรถเทลเลอร์ลากสินค้า และ รถชนิดต่าง ๆ มากมาย ให้ความรู้สึกขับรถเข้าเมืองจริง ๆ

รถก็ขับกันเร็วขึ้น ถนนหลัก ๆ จะมีแค่ 2 เลน แต่ทุก 2 หรือ 4 กิโลเมตร จะแบ่งออกเป็น 4 เลน เพื่อให้รถที่ขับเร็ว ได้แซงทางเลนขวา

จะมีป้าย บอกว่า 2 / 4 km Passing Lane ไว้ให้รู้ว่า ไม่ต้องรีบแซงหรอกนะจ๊ะ อีกไม่ไกล จะมีถนนให้คุณแซง ^ ^

ขับมาเรื่อย ๆ ถึง Christchurch แล้วจ้า

นาน ๆ เจอ ไฟจราจรที

ช่วงนี้ เป็น โซนหมู่บ้าน และ มีโซนโรงเรียนด้วย เห็นป้าย Alcohol is permanently prohibited

และ เราก็มาถึง Christchurch Top 10 Holiday Park  เครือ Top 10 ที่นี่ ใหญ่จริง ๆ แทบจะมีอยู่ทุกเมืองในนิวซีแลนด์

มีเช็คอินแบบ drive thru ด้วย สะดวกและมืออาชีพมาก ๆ

ที่ holiday park แห่งนี้ มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน มีครัว ห้องน้ำ ห้องอาบน้ำ เครื่องซักผ้า อบผ้า เตารีด โต๊ะรีดผ้า

ห้องอาบน้ำที่นี่ใช้ฟรีได้เลย เครื่องซักผ้า อบผ้า หยอดเหรียญครั้งละ 2 เหรียญ ถูกกว่าที่ Lakeview Holiday Park , Queenstown

แถมยังมี ห้อง Sauna สระว่ายน้ำ ให้ด้วย

ที่ Reception มีของว่างหลากหลายขาย และ มีไวน์ขายด้วย

มาถึง site ของเราแล้ว อยู่ใกล้ Dump Station เลย ฮ่า ๆๆ

บรรยากาศร่มรื่น คนละสไตล์กับที่ Queenstown ที่เราเคยพัก

แต่ละ site ค่อนข้างกว้าง มีโต๊ะปิคนิคให้พร้อมสรรพ

เรามาถึงเกือบ 5 โมงเย็น เลยไม่ได้ออกไปไหนต่อ อยู่นั่งเล่น และ เริ่มทยอยเก็บของในรถ

เพราะพรุ่งนี้ เราต้องนำรถไปคืนตอนเช้า และ เดินไปทางสนามบิน

ซักพัก ก็ทำมื้อเย็นกินกัน เหลือเสบียงอยู่ไม่มาก แต่วันนี้เราไม่ได้ใช้พลังงานอะไรเยอะ เท่านี้ก็เพียงพอ

สำหรับวันพรุ่งนี้ ขอยกยอดไปตอนใหม่ กับ บทสรุปของทริปนิวซีแลนด์ในครั้งนี้ :)

EP 17 : April 13, Hooker Valley Track … very impressed !

ตอนที่แล้ว EP 16 : April 12, Helicopter over Mount Cook

ความประทับใจ ใน Mount Cook ยังไม่หมด จากที่เมื่อวาน เราพบความงามบนเฮลิคอปเตอร์ ต่อด้วย วิวงาม ๆ ที่ Campsite

พอฟ้ามืดค่ำ ดวงดาวสว่างไสว เต็มท้องฟ้า เป็นคืนที่เราเห็นดาวเยอะมาก ๆ ดวงดาวกับยอดเขาแทบจะชิดติดกัน

คืนนั้นเราเปิดม่านนอนดูดาวจนเราหลับไป

จนถึงรุ่งเช้า …..

แสงอาทิตย์สาดส่องมาที่ยอดเขา

เนื่องจาก ที่ White Horse Hill campsite เป็นของ DOC เช้านี้มีเจ้าหน้าที่มาเก็บค่าที่พักแต่เช้า

รอบนี้ไม่มีซองพลาสติกมาแปะหน้ากระจก แต่ให้จ่ายเงินสดโดยตรงกับเจ้าหน้าที่ คนละ 6 เหรียญ

ว่าแล้วก็ถามเค้าว่า ในนี้มีกิจกรรมอะไรให้ทำอีกบ้าง เค้าแนะนำให้ลองเดินป่าใน Hooker Valley ดู

ระยะเวลาประมาณ 3 ชม. รวมไปและกลับ เค้าบอกว่า เป็นอะไรที่ worth a walk มาก ๆ

จริง ๆ เราได้อ่านเรื่อง Hooker Valley Track มาจาก tripadvisor แล้วเช่นกัน

ว่าแล้ว ก็เริ่มเดินกันเลย ทางเข้าอยู่บริเวณเดียวกับ campsite เราแค่ย้ายรถไปจอดที่ทางเข้า

ไม่แน่ใจว่าอากาศจะหนาวแค่ไหน เลยใส่เสื้อแบบบุนวมไว้ก่อน

คนนี้ก็เตรียมพร้อม สะพายเป้ไปด้วย พร้อมน้ำและของขบเคี้ยว

ตามพวกเรามาเลย ^ ^

วิวที่ทางเข้า แค่ออเดิร์ฟ

มองย้อนกลับไป

และก็มุ่งหน้าต่อ

เดินเข้าไปนิดหน่อย เจอ the Alpine Memorial

ทางเดินตลอดเส้นทาง เป็นหิน มีทั้งก้อนเล็ก ก้อนใหญ่ หากมีรองเท้าสำหรับเดินป่า น่าจะเดินสบายกว่านี้

เราเริ่มเดินกันประมาณ 9:45 น. แดดแรงพอสมควร พอเจอแดด ก็เลยไม่หนาวอย่างที่คาด

เราถึงกับถอด jacket มามัดไว้ที่เอวแทน เพราะเหงื่อเริ่มออก

แล้วเราก็เจอกับสะพานแขวน

แต่มีจุดให้แวะชมวิวก่อน …

อ้อ วันนี้ เราเจอฝรั่ง 2 คน ที่เมื่อวานร่วมทริปเฮลิคอปเตอร์กับเราด้วย

มีป้ายบอกชื่อภูเขา ลำธาร ต่าง ๆ ในนี้

ต่อไปที่สะพานกันเลย

ลมแรงมาก ๆ ช่วงที่เราเดินข้ามสะพาน ให้ตื่นเต้นเล็กน้อย

มุมมองจากบนสะพาน

น้ำที่ละลายมาจาก Glacier เป็นสีออกนม ๆ ดูแปลกตา

ข้ามสะพานมาเรียบร้อย

ไปกันต่อเลย

เดิน เดิน แล้วก็ เดิน ชื่นชมธรรมชาติอันสวยงาม

เดินไป หยุดถ่ายรูปไป จนคนอื่นที่มาทีหลังแซงไปกันหมดแล้ว

ผ่านไปประมาณชั่วโมงกว่า เจออีกหนึ่งสะพานแขวน

สะพานนี้เล็กกว่าอันแรก แต่เป็นช่องลมเต็ม ๆ ลมแรงมาก ๆ

พอลงสะพานนี้ เดินต่อไปอีกหน่อย เราเข้าใกล้ลำธารมากขึ้น

ดีใจ คิดว่าพิชิต Hooker Valley เรียบร้อยแล้ว

แต่หนทางยังอีกยาวไกล

เราเดินตามทางเดินไม้ด้านบน และ เดินต่อ ๆ ไป ยังไม่รู้ว่าจะสุดทางที่ตรงไหน

มีนักท่องเที่ยวเดินนำหน้าเราเข้าไป ตามทางเดินเล็ก ๆ พอเรามองตามว่าเค้าเดินกันไปทางไหน ก็มองไม่เห็น

เพราะทางเดินแคบและเป็นทางเลี้ยวค่อนข้างเยอะ

ไป ๆ มา ๆ เราเดินขนานกับลำธารอีกรอบ ^ ^

สวยจริง ๆ คราวนี้ เราลองสัมผัสน้ำดู น้ำเย็นเจี๊ยบ

พอมาถึงที่นี่ เราร้อง Wow ออกมากเลย

ไม่คิดว่าเราจะได้มาอยู่ใกล้กับต้นน้ำ ที่ละลายมาจาก Glacier ได้ขนาดนี้

มี Glacier ที่ละลายไม่หมด ลอยอยู่

ที่ Mount Cook จะมีทัวร์ล่องแพ (แบบแพยาง) ชม Glacier กับแบบใกล้ ๆ ด้วย ไม่แน่ใจว่า เป็นสถานที่เดียวกับที่นี่หรือเปล่า

Mount Cook อยู่ตรงนั้น ว่านี้ เราเห็นกันอีกมุมมองหนึ่ง

อากาศบริเวณนี้ ทั้งลมแรง แดดแรง และ หนาว

ตอนเราเดินมาถึง เรายังไม่ได้ใส่ jacket แต่พอตอนนั่งพัก ตรงบริเวณที่ไม่มีแดด และ ลมแรง หนาวมาก ๆ จนต้องใส่ jacket

ใส่ ๆ ถอด ๆ อยู่แบบตามกำลังของแดดในแต่ละช่วง

นั่งพักซักครู่ เราเดินมุ่งต่อ ไปให้ถึงสุดทาง ให้ใกล้ Mount Cook ที่สุด

เห็น Glacier ที่ยังไม่ละลายตรงนั้นไม๊ … ต้นกำหนดของลำน้ำสายนี้

มองย้อนกลับไป

ที่นี่ เรียงหิน เพื่ออธิษฐาน เหมือนที่หลีเป๊ะไม๊นะ

Mount Cook กันอีกรอบ

ในที่สุด เราก็พิชิต Hooker Valley สำเร็จ !

ตอนนี้ ภารกิจ ก็คือ เดินกลับ ซึ่งเป็นทางเดียวกับที่เราเดิน

เราใช้ระยะเวลาประมาณ 2 ช.ม. เดินมาถึงตรงนี้ เพราะ เราแวะถ่ายรูปกันตลอด

ขากลับ เราใช้เวลาสั้นกว่า เพราะ เราเดิน ๆๆๆ อย่างเดียว ให้ถึงรถบ้านของเรา

ใช้เวลารวมทั้งหมด เกือบ 4 ช.ม.

กลับมาถึงรถ ยังไม่วายทำมื้อเที่ยง เติมพลังงานด้วยจานนี้

การเดินใน Hooker Valley เป็นสิ่งที่เราประทับใจมาก ๆ ไม่แพ้ Franz Josef Glacier Walk

เราสัญญากันกับสามีว่า โอกาสหน้าในทริปต่อ ๆ ไปของเรา เราจะบรรจุกิจกรรมการเดินแบบนี้ เข้าไปทริปของเราให้มากขึ้น

แต่เราต้องเตรียมพร้อมเรื่องรองเท้าซักหน่อย ขากลับก่อนจะถึงรถบ้าน เราเริ่มเจ็บฝ่าเท้า

เนื่องจาก ตลอดทางเดิน เป็นหินขรุขระ รองเท้าที่ใส่ไม่มี support เพียงพอกับพื้นแบบนี้

ทริป Mount Cook เราเป็นอันเสร็จสิ้น ด้วยความประทับหลาย ๆ อย่าง

เย็นนี้ เราจะไป camping ที่ Lake Tekapo อยู่ในเขต Mackenzie เขตเดียวกับ Mount Cook

เราต้องการขยับเข้าใกล้ Christchurch ให้มากขึ้น เพราะ คืนพรุ่งนี้ เราต้องกลับไปที่นั่น และ คืนรถบ้าน ในวันถัดไป

EP 16 : April 12, Helicopter over Mount Cook

ตอนที่แล้ว EP 15 : Aoraki / Mount Cook New Zealand’s highest mountain

เรากำลังพาท่านผู้อ่าน ทะยานขึ้นสู่น่านฟ้า Mount Cook

จากที่ราบลุ่ม ไปหาพื้นที่สูง

ขวามือ เป็น แหล่งน้ำที่ละลายจาก Tasman Glacier

เข้าใกล้ Mount Cook เข้าไปทุกที

แต่เธอยังคงขี้อาย

ใกล้เข้าไปอีก

ใกล้แบบสุด ๆ

ระหว่างบิน กัปตันจะแนะนำยอดเขาต่าง ๆ ว่าชื่ออะไร แต่ฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะเสียงเครื่องดังมาก

ตอนนี้ เราเปลี่ยนจากแว่นกันแดด เป็นแว่นสายตา เรียบร้อยแล้ว ฮ่า ๆ ต้องการมองเห็นความสวยงามแบบชัดเจน

คุณสามี ใบหน้าอิ่มเอมไปด้วยความสุข

ระหว่างเขียนรีวิว เรานึกขอบคุณสิ่งต่าง ๆ ในชีวิต ที่ทำให้เราได้มีประสบการณ์แบบนี้

เรามาถึง Franz Josef Glacier อันเดียวกับที่เราเคยเดินขึ้นมาเมื่อตอนต้น ๆ ทริป ตอนนั้นเราเดินได้แค่ปลาย ๆ Glacier

แต่ตอนนี้ เรามาถึงจุดที่สูงกว่านั้น

เก็บมาฝากทุก ๆ คน ครับ

สวยงามจริง ๆ

เรามาดูภาพเคลื่อนไหวกันบ้าง ^ ^

กัปตันให้เวลาเราพอสมควร ถึงเวลาอำลา Franz Josef Glacier

ตอนนี้กล้องถ่ายรูปอยู่ในมือเราบ้าง

มีโมเดลบ้านอยู่ตรงนั้น ….

แผงควบคุมด้านหน้า

เรากำลังเดินทางกลับ

สายน้ำสีคล้ายนม ที่น้ำไม่ไหลแจ๋ว เพราะเกิดจากสีของหินที่พื้นดิน บริเวณนี้สีออกน้ำตาล เทา ๆ อย่างที่เห็น สายน้ำจึงเป็นสีนั้น

มองไปด้านขวา ยังมีหิมะให้เห็นอยู่

มุมฝั่งนี้ แสงแดดมาไม่ถึง

พื้นดินแถบนี้ ดูแปลกตา ทำให้เราจินตนาการไปได้หลาย ๆ อย่าง

มีเส้นทางน้ำแบ่งเป็นหลาย ๆ สาย นำพาสายน้ำจากที่สูงไปสู่ที่ต่ำ ไปสู่ทะเลสาบ ลำธาร และ ออกสู่ทะเล

มองใกล้ ๆ คุณว่าเหมือนอะไร สำหรับเรา เราว่าเหมือนสมองมนุษย์ แต่มนุษย์ ฤ จะยิ่งใหญ่ทัดเทียมธรรมชาติได้

ไกล ๆ นั้น เป็น ทะเลสาบ

ไฟล์ทนี้เสร็จสิ้น สมบูรณ์แบบ ในเวลา 45 นาที แต่เราจะจดจำไปตราบนานแสนนาน

เราออกเดินทางไป DOC Campsite ชื่อว่า White Horse Hill campsite

Campsite นี้ เราได้รับคำแนะนำจาก นักท่องเที่ยวใน tripadvisor เค้าบอกว่า สวยงามจริง ๆ เดี๋ยวเราต้องไปพิสูจน์ด้วยตัวเอง

แต่อดไม่ได้ที่จะแวะจอดระหว่างทาง

เมื่อเรามาถึง campsite เราเจอเขาลูกนี้ และ โต๊ะเก้าอี้ปิคนิคก็เริ่มทำหน้าที่

ส่วนเราก็ทำหน้าที่เช่นกัน

ทั้งหมดของ campsites ที่พักมา เราให้อันดับ 1 กับ White Horse Hill

อาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้า

กลับมาดูในรถบ้าง วันนี้เรามีเมนูแซลมอน

ต่อด้วย เนื้อแกะ

เป็นมื้อเย็นที่แสนวิเศษ

พอค่ำ ก็ย้ายเข้าไปดริ้งกันต่อในบ้านของเรา

กำลังจะผ่านไปอีก 1 คืน ในตอนหน้าเรายังคงมีความสวยงามใน Mount Cook มาฝากท่านผู้อ่าน

รับชมได้ในตอน Hooker Valley Track

EP 15 : April 12, Aoraki / Mount Cook New Zealand’s highest mountain

ตอนที่แล้ว EP 14 : Queenstown on sunny and chilled day

April 12 , อรุณสวัสดิ์ยามเช้า ด้วย กาแฟ ขนมปัง ไข่ดาว ไส้กรอก

 

ลองดูเพื่อนบ้านของเรากัน

บ้านนี้ท่าทางจะอยู่แบบกึ่งถาวร

อันนี้มากรุ๊ปใหญ่ เป็นรถทัวร์ พ่วงด้วยรถขนจักรยาน เมื่อเย็นวานเห็นบรรดานักปั่นขมักเขม้นกับการกางเต้นท์

รถตู้ MPV ก็มาเช่าแบบ unpowered site ได้ แล้วใช้บริการห้องอาบน้ำ ห้องน้ำ ของ holiday park

จัดการเรื่อง dump เรียบร้อย ก็ check out แล้วออกเดินทางกันเลย ตั้ง GPS ไป Mount Cook

Mount Cook  ภูเขาที่สูงที่สุดในนิวซีแลนด์ มีความสูง 3,754 เมตร จากระดับน้ำทะเล

ที่นั่นมี Helicopter flight over Mount Cook ซึ่งหลาย ๆ คนที่เคยนั่ง ก็บอกต่อ ๆ กันมาว่าไม่ควรพลาด

ตอนเราออกจาก Queenstown ท้องฟ้ายังไม่เปิด แต่ 3-4 วันที่ผ่านมา ช่วงเช้า ๆ จะเป็นแบบนี้ แต่บ่าย ๆ ฟ้าจะเปิดตลอด

เราก็ตกลงกันว่า ถ้าไปถึง ฟ้าเปิด ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ได้ เราจะขึ้นเลย เพราะเวลาเรามีน้อย จะผลัดไปอีกวัน เผื่อฟ้าปิดแล้วจะหมดโอกาส

ออกเดินทางกันเลย ระยะทางประมาณ 265 ก.ม. ใช้เวลาเดินทาง 3 ชั่วโมงกว่า

ขับ ๆ ไป เจอ Kawarau Bridge Bungy Jump แวะซักหน่อย

เจอกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีน สาวใจกล้า กระโดดเรียงกัน 3 คน ถ่ายคลิปมาได้ 2 คน คนสุดท้าย เล่นแบบเย็น ๆ หัวจุ่มน้ำเปียกทั้งหัว แต่ถ่ายไว้ไม่ทัน

เราขับผ่านเมือง Cromwell จะมีร้านขายผลไม้ Mrs Jones’ Orchard แวะซื้อของติดไม้ติดมือหน่อย

ดอกไม้สีสด ๆ หน้าร้าน

ร้านนี้ขายผักผลไม้สด ผลไม้แห้ง ธัญพืชต่าง ๆ น้ำผึ้ง แยมผลไม้ และ ผลิตภัณฑ์ที่มีผลไม้เป็นส่วนประกอบ

มุมธัญพืช

อันนี้ Peacherine รสชาติถูกปาก เลยซื้อเก็บเป็นเสบียงของเราด้วย

กะหล่ำปลียักษ์ ซื้อมาคงกินไม่หมด เพราะเหลือวันเดินทางอีกไม่กี่วัน

อีกซักมุม ก่อนอำลา

พ้นจาก Cromwell มีทะเลสาบค่อนข้างใหญ่ มีที่ให้ freedom camping ทำเลงาม ๆ เต็มไปหมด

ท้องฟ้ายังอึมครึม …

ณ จุดนี้ เรากำลัง เริ่มเข้าสู่ Lindi’s Pass ต้นไม้ใบหญ้าเริ่มแปลกตา ภูเขาเปลี่ยนเป็นสีทองอร่าม

สวยจังเลยยยย เสียดายไม่มีแดด

แล้วเราก็เจอที่พักรถ ทำเลงาม ๆ สำหรับ มื้อเที่ยงของเรา

คุณสามี ทำหน้าที่เปิดแก๊ส (ถังแก๊ส อยู่ในตู้ตำแหน่งที่แขนวางไว้)

แล้วก็นั่งให้กำลังใจ

ทริปนี้ เรามีความสุขกับการทำอาหารตลอด

เอาเมนูมื้อเที่ยงของวันก่อน มาทำกินกันต่อ

ซุปข้าวโพดพร้อมแล้ว

พาสต้า ตามมา

ง่าย ๆ รสชาติดี

ซูมจานใกล้ ๆ

ปิดท้ายด้วยกาแฟ

หลังมื้อเที่ยง ดีใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะเริ่มเห็นแสงแดด ^ ^ แปลว่า ทริปเฮลิคอปเตอร์ของเรากำลังจะเป็นความจริง

โค้งนี้ แนะนำให้ใช้ความเร็ว 65 ก.ม. / ช.ม.

ต้นไม้แบบนี้ ใบเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทั้งต้น

เราผ่านเมือง Twizel เพื่อแวะเติมน้ำสะอาดใส่รถบ้าน จากเมืองนี้ อีกนิดเดียวก็ถึง Mount Cook

ท้องฟ้าเปิดเต็มที่ แดดแรง ในเวลาเหมาะเจาะ เราเริ่มตามหาเฮลิคอปเตอร์ทัวร์ ยังไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน คิดว่า เข้าไปถึง Mount Cook น่าจะเจอซักแห่ง

แล้วเราก็เจอป้ายบอกทางไป Glentanner Park ในป้ายมีรูปกิจกรรมต่าง ๆ รวมทั้งเฮลิคอปเตอร์ด้วย รีบบึ่งไปทันที

ถึงแล้ว Glentanner Park ที่นี่จะมีกิจกรรมหลากหลาย และ ที่พัก บริการให้นักท่องเที่ยว

เรารีบไปติดต่อเรื่องเฮลิคอปเตอร์ ทางนั้นแจ้งว่า จะเปิดไฟล์ทต่อเมื่อมีนักท่องเที่ยว 4 คนขึ้นไป พอดีก่อนหน้ามีมา 2 คนและฝากเบอร์โทรเอาไว้

ให้เรารอซักพัก เค้าจะตาม 2 คนนั้นให้ก่อน เราเลยออกไปบริเวณ ร้านอาหารที่เป็นส่วน outdoor เก็บภาพงาม ๆ

Mount Cook อยู่ข้างหน้าเรา ภูเขาสูง ๆ ที่มีเมฆบังอยู่ วันนี้เธอขี้อายนิด ๆ

ซักพัก พนักงานวิ่งมาบอกว่า 2 คนนั้น คอนเฟิร์ม กำลังเดินทางกลับมา ให้เราไปชำระเงินได้เลย

ไฟล์ทจะออกได้ตอน 16:00 น.

ขอบคุณท้องฟ้า ที่เปิดโอกาสให้เราในวันนี้

ได้มาแล้ว Boarding Pass

นั่งรอเวลา …. ตื่นเต้น ๆๆ

เมื่อได้เวลา ก็เรียกให้ไปฟังกฎกติกาเกี่ยวกับความปลอดภัยต่าง ๆ

แล้วเค้าคนเดิม ก็วิ่งไปคุยกับกัปตันและกลับมานัดแนะกับพวกเรา ว่าให้ใครนั่งตรงไหน เพื่อกระจายความสมดุลย์ของน้ำหนัก

ก่อนออกเดินทาง มีอีก 1 ครอบครัวมาเพิ่ม เป็น ชาย หญิง และ เด็กเล็ก 1 คน สรุป ไฟล์ทนี้ มีทั้งหมด 8 คน รวมกัปดันด้วย

เราได้นั่งหน้า แต่คุณสามีไปอยู่แถวหลังฝั่งขวาสุด ก็ยังดี ได้ Window Seat

อ้าย … หน้าเว็บเริ่มยาว มีภาพสวย ๆ แบบ Bird’s Eye View มากมาย ขอตัดตอนไปตอนหน้า เพื่ออรรถรสในการรับชม

ที่ตอน Helicopter over Mount Cook

EP 14 : April 11 Queenstown on sunny and chilled day

ตอนที่แล้ว EP 13 : April 10 Milford Sound, Fiordland National Park

อรุณสวัสดิ์ยามเช้า ^ ^ on April 11

ห่างหายไปหลายวัน จากการทำงานหนัก วันนี้เรามาต่อกันเลย

รับประทานอาหารเช้าเรียบร้อย มุ่งหน้าสู่ Queenstown เลย วันนี้เราไม่ต้องหา Dump Station ตามทาง เพราะ เราจะพักที่ holiday park

วันนี้ ฟ้าใส แดดแรง ลมแรง

ระหว่างทางกลับ เราเจอรถไฟแบบนี้

วันนี้ อากาศหนาวมาก ต้องเปิดฮีตเตอร์ในรถ ลองเช็คอุณหภูมิดู แค่ 5 องศา โอ๊ววว มิน่าหล่ะ หนาวกว่าทุกวันจริง ๆ

เห็นวิวสวย ๆ เลยหาเรื่องพักรถซะหน่อย

กาแฟร้อน ๆ คนละแก้ว เพื่อความอบอุ่นของร่างกาย

5 องศานี่ ต้องใส่ถุงมือเลยทีเดียว

ออกเดินทางกันต่อ

ใกล้ถึง Queenstown แล้วจ๊ะ

อีกแค่ 6 กิโลเมตร

เราเข้าพักที่ Lakeview Holiday Park เหมือนเดิม เนื่องจากอยู่ในทำเลที่ดี จอดรถบ้านไว้ แล้ว เดินออกมาแป๊บเดียว ก็เจอ town center

แล้วก็ต้องไม่ลืมภารกิจประจำวัน

รถไม่เยอะเท่าไหร่ ไม่เหมือนครั้งแรกที่มา ซึ่งตรงกับวันหยุด Easter

ได้เวลามื้อเที่ยง พอดี วันนี้เราตั้งใจว่าจะลองชิม Fergburger ให้ได้

เพราะเมื่อคืนก่อนที่นอน Queenstown เจอคิวยาวมาก ๆ และค่อนข้างเพลีย เลยไม่อยากยืนรอคิว

เดินผ่านร้าน Lone Star ที่เรากินมื้อเย็น คืนก่อน

มาถึงแล้ว หน้าร้าน Fergburger แล้ว ภายในเวลาอันสั้น

ไม่แออัดมากเท่าไหร่

ยืนแป๊บเดียว ได้เข้ามาข้างใน เห็นเมนูแล้ว

จะมีพนักงานรับออเดอร์ เรียบร้อยแล้วก็ชำระเงิน รับใบเสร็จซึ่งมีหมายเลขอยู่ และ ยืนรอต่อไป พนักงานแจ้งว่า รอประมาณ 20 นาที

เราว่า ระยะเวลารอ นานกว่า 20 นาที นะ  ทุกคนพยายามยืนใกล้ ๆ กับพนักงานคนที่ขานหมายเลขบิล

พอเรียกเลขตรงกับใบเสร็จของตัวเอง เหมือนได้ยินเสียงจากสวรรค์ ฮ่า ๆ

ได้แล้ว burger 2 ชิ้น

แล้วก็เดินข้ามถนนมานั่งกินที่สวนหย่อมเล็ก ๆ ริมถนน

ชิ้นใหญ่ สะใจ

เต็มไม้เต็มมือ จะกินหมดไม๊เนี่ยะ …

กัดให้เห็นข้างใน

แล้วเราสองคนก็กินจนหมดเกลี้ยง ! ซึ่งตอนแรกคิดว่าไม่หมดแน่ ๆ ต้องเก็บไว้กินต่อมื้อเย็น

รสชาติดีมาก ๆ ขนมปังนุ่ม เนื้อสดอร่อย ผักสดกรอบฉ่ำ … บรรยายแล้วน้ำลายสอ :D

เป็นความอร่อยจากวัตถุดิบคุณภาพดี ไม่ต้องพึ่งความเข้มข้นของซอสปรุงรส ที่ใส่มามาก ๆ ที่ทำให้ทานแล้วรู้สึกเลี่ยน

ใครมีโอกาสไป Queenstown และชอบทาน burger ก็ลองทานดูนะคะ :)

หลังมื้ออาหาร ก็เดินเล่นชมเมือง

เรือลำนี้ น่าจะเป็นของ TSS Earnslaw Lake Cruises ล่องทะเลสาบ ไปสิ้นสุดที่ฟาร์มแกะ

เดินชมวิวเมืองกันบ้าง นาน ๆ จะเข้าเมืองที

ใบไม้เปลี่ยนสี

อ้าย เราว่า เราลืมซื้ออะไร เห็นภาพเลยเพิ่งนึกได้

เจอ นกกีวียักษ์ !

กับ เจ้าตูบน่ารักตัวนี้

ตอนนั้นประมาณ 4 โมง เริ่มเดินวนไปมาอยู่ที่เดิม เลยแวะซื้อไวน์ และ เดินเอากลับไปเก็บที่รถ

รอเย็น ๆ ค่อยออกมาใหม่ เพราะ เรามีร้านที่เราคาดหมายแล้วว่าจะมาให้ได้ ตั้งแต่อยู่ เมืองไทย

กลับไปถึงรถ burger ยังไม่หมดฤทธิ์เลย คุณสามีงีบหลับซักพัก

ประมาณ 17:30 น. พร้อมออกมากันใหม่ ก่อนออกมา ไม่ลืมที่เสียบปลั๊กชาร์จไฟรถบ้าน ไว้ด้วย

ร้านที่เราตั้งใจจะไปเย็นนี้คือ Wine Tastes

เป็นร้านที่รวบรวมไวน์ ทั่วนิวซีแลนด์ และ จากที่อื่น ๆ  80 กว่าชนิด ให้คนชอบดื่มไวน์ ได้เข้ามาลิ้มลอง

ไปถึง ก็ติดต่อที่เคาเตอร์

รับ card มา 1 ใบ แลกกับ บัตรเครดิต ของเราเป็นการันตีเอาไว้ และ พนักงานก็อธิบายถึงวิธีการใช้เครื่องเทสไวน์

เครื่องจ่ายไวน์ จะมีขวดไวน์วางเรียงรายอยู่ และ มีราคาแสดงตามปริมาณความจุ แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ปริมาณสำหรับการเทส / ครึ่งแก้ว / เต็มแก้ว

พอเราต้องการไวน์ตัวไหน ก็เสียบการ์ด กดเลือกปริมาณที่เราต้องการ ราคาที่หน้าจอจะเปลี่ยนไปตามลำดับ

จนถึง ปริมาณที่เราต้องการ ให้กดปุ่มค้างซัก 2 วินาที

รอจนไวน์รินออกมาหมด ตอนนี้ยอดการดื่มไวน์ของเรา ถูกบันทึกในการ์ดเรียบร้อยแล้ว

ดึงการ์ดออกจากเครื่อง เป็นอันครบขั้นตอน

แก้วที่พนักงานเตรียมไว้ให้ จะเป็นแก้วขนาดเล็ก สำหรับการเทส

หากใครต้องการดื่มแบบครึ่งหรือเต็มแก้ว ก็สามารถขอแก้วขนาดใหญ่ได้กับพนักงาน

ไวน์จะถูกจัดเรียงเป็นกลุ่มเดียวกัน ตามพันธ์องุ่น ชอบแบบไหน เลือกลิ้มลองได้ตามใจ

มีอาหารเบา ๆ ไว้ทานคู่กับไวน์

Cheers !!

คุณสามี สนุกสนานกับการลิ้มลอง

อิ่มเอมกันพอสมควร ได้ลองไวน์ราคาแพงหลาย ๆ ตัว

เดินเอาการ์ดไปคืนให้พนักงาน ชำระเงินตามยอดในการ์ด รวมทั้งอาหารที่สั่งด้วย

รับบัตรเครดิตที่เราการันตีไว้คืนมา เป็นอันเสร็จพิธี

อ้อ สำหรับใครที่ลองไวน์ตัวไหนแล้วชอบ ก็ซื้อติดไม้ติดมือ กลับมาได้เลย

( แต่เราไม่ได้ซื้ออ่ะ เพราะเมื่อตอนบ่าย ซื้อไวน์แล้ว )

แล้วเราก็เดินกลับรถบ้านของเรา ไปดริ้งกันต่อในรถ ฮ่า ๆๆ

คืนนี้หลับสบาย ไม่ต้องจิตตกหล่น เหมือนเมื่อวาน นอนใน holiday park ปลอดภัยแน่นอน ^ ^

พรุ่งนี้เราย้ายเขตจาก Otago ไป Mackenzie เป็นการเดินทางสู่ธรรมชาติอีกครั้ง

แล้วพบกันใหม่ ในตอน Aoraki Mount Cook  :)

EP 13 : April 10 Milford Sound, Fiordland National Park

ตอนที่แล้ว EP 12 : April 9, Queenstown funs & heading to Milford Sound

อรุณสวัสดิ์ยามเช้า เปิดม่านมา เจอแบบนี้

มื้อเช้าของเรา ก็แบบเดิม ๆ ไส้กรอก ไข่ดาว ขนมปัง กาแฟ มาดูรูปวันนี้ มีแค่ 2 ภาพนี้

กับ โยเกิร์ต

เมื่อคืน ตอนดึก มีรถคันนึงเข้า แล้วเอาอะไรมาติดไว้ที่หน้ารถทุกคนเลย แต่มืดมาก เลยไม่ได้ออกไปดู

เช้านี้ เลยไปหยิบมาดู ปรากฎว่าเป็น ซองจากที่ DOC ให้จ่ายค่าบริการใช้สถานที่

ดูจากโบรชัวร์แล้ว ที่นี่ เสียค่าบริการคนละ 5 เหรียญ

Campsites ต่าง ๆ ที่เป็นของ DOC หรือ Department of Conservation  จะมีหลากหลายประเภท ตั้งแต่ Basic, Backcountry, Standard

ซึ่งแต่ละแห่ง จะมีการกำหนดค่าบำรุงสถานที่ ต่อคนเอาไว้ ประมาณ 5-6 เหรียญ บางที่ก็ใช้ฟรีได้

หากถูกเรียกเก็บ ก็ชำระค่าบำรุงสถานที่ให้เค้าซะ โดยใส่กล่องที่เตรียมไว้ให้ ณ จุดนั้น ๆ

แล้วเราก็ออกเดินทางสู่ Milford Sound อีกไม่ไกลละ แต่ฝนตกปรอย ๆ

แอบกังวลว่า แล้วเราจะไปล่องเรือกัน ฝนตกแบบนี้ จะไหวเหรอ

ตก ๆ หยุด ๆ สลับกัน แต่มีหมอกตลอดทาง เพราะเราขับรถอยู่ในหุบเขา

ขับมาได้ซักพัก เจออุโมงค์

เข้ามาใกล้ ๆ ต้องหยุดรอสัญญาณไฟ เพราะเป็นอุโมงค์เลนเดียว

มีสัญญาณไฟ บอกระยะเวลา

ข้างนอกหนาวมาก ได้แต่ถ่ายรูปจากในรถ น้ำที่ไหลลงมาตรงนั้น ที่พื้นขาว ๆ เป็นน้ำแข็ง

แล้วก็ถึงคิวเรา เข้าอุโมงค์

เราถ่ายคลิปในอุโมงค์ไว้ด้วย ( ดูให้ถึงตอนจบ นะจ๊ะ amazing มาก ๆ เหมือนแสงแห่งสวรรค์ )

แล้วเราก็มาถึง Milford Sound เจอ Dump Station ตรงที่จอดรถซะงั้น ก็ใช้บริการซะเลย ได้แต่ dump อย่างเดียว ไม่มีน้ำสะอาดให้เติม

เข้าไปซื้อตั๋ว ได้รอบ 11:45 น. ใช้เวลาล่อง 3 ชม. พร้อมกับ บุฟเฟ่ต์มื้อเที่ยง (ทริปนี้ ส่วนใหญ่ ไม่จองตั๋วอะไรไว้ล่วงหน้าเลย ค่อยไปลุ้นเอาตอนไปถึง เพราะไม่ใช่ high season)

Southern Discoveries เรือที่เราใช้บริการ

และ ยังมีอีก 2-3 บริษัท จอดเทียบท่าอยู่

ได้เวลาขึ้นเรือละ

ไม่พูดพล่ามทำเพลง ตะลุยมื้อเที่ยงกันเลย (ยังไม่หิวเลยอ่ะ)

แต่ก็กินโดยพร้อมเพรียงกัน

บนเรือ มี 3 ชั้น ชั้นแรกที่เรากินมื้อเที่ยงกัน

ชั้นสอง ก็เป็นที่นั่งคล้าย ๆ ชั้นหนึ่ง มี กาแฟ ชา ให้ดื่ม และ  kiosk ขายน้ำดื่ม snack ต่าง ๆ

โต๊ะแบบนี้

และ ชั้นดาดฟ้า ไว้รับลม

อ้อ .. ลืมบอกไปว่า โชคดีมาก ๆ ที่พอมาถึง ไม่มีฝนเลย ฟ้าเปิด แดดออก ดีใจสุด ๆ

ระหว่างล่องเรือไป ก็มีชายหนุ่ม คอยบรรยายสถานที่ต่าง ๆ ให้ฟัง

ดื่มกาแฟไม่ทันหมดแล้ว เรือจอด ณ จุด ๆ หนึ่ง เห็นคนค่อยออกไปถ่ายรูป เลยออกไปดูบ้าง เจอเจ้าพวกนี้

แค่ภาพไม่พอ ขอเป็นคลิป ดีกว่า

เลยอยู่ข้างนอก ถ่ายรูปสวย ๆ ต่อเลย

ตรงไหน มีน้ำกระเซ็น มักจะมีรุ้งกินน้ำเสมอ

หนาวเพราะน้ำกระเซ็น และ ลมก็แร๊งแรง

สวย ๆ

บนดาดฟ้าเรือ

และอีก หนึ่งคลิป บนดาดฟ้าเรือ

เจอ ภูเขาทรงแปลก ๆ

ซักพัก เรือ มาถึงปากอ่าว ทางออกสู่ทะเล ตอนนี้ เรือโคลงเคลงมาก เพราะคลื่นแรง ลมก็แรง เลยหนีลงมาตั้งหลัก ชั้น 2

กะว่า จะเอากาแฟมาดื่มต่อ แต่โยกเยกมาก … ก็เลยอด ฮ่า ๆ

แล้วเราก็เจอ แมวน้ำ อีก 1 ฝูง ไม่เยอะเท่ารอบแรก

ตอนนี้ เรือขับกลับมาฝั่ง แต่ยังเหลือเวลาอีก ชั่วโมงกว่า

เจออีก 1 น้ำตก คนขับเรือ ขับเข้าไปใกล้ ๆ พวกเราอยู่กันบนดาดฟ้า ผู้บรรยายเตือนว่าให้ระวังกล้องเปียก

น้ำตกแรกที่แวะ พวกเราก็ยืนให้น้ำกระเซ็นโดน เย็น ๆ สนุกดี รอบนี้เราเลยยืนอีก

เริ่มเข้าไปใกล้

โอ๊วว มันใหญ่กว่ารอบแรกมาก ๆ เราเริ่มวิ่งหนีออกมา ยังมีอีก 5-6 คน รวมทั้งแฟนเรายังอยู่ด้านนอก

ก็วิ่งหนีกันออกไปทีละคน แฟนเราออกเป็นคนที่ 3 ก่อนสุดท้าย Jacket กับ ก้นเปียกหมดเลย ส่วนคนสุดท้ายไม่ต้องพูดถึง โดนเต็ม ๆ

วิ่งเข้ามา คนในเรือหัวเราะกันใหญ่ ฮ่า ๆ

แล้ว เรือก็แวะจอดที่ Discovery Center

เริ่มแรก ไกด์ที่นั่นก็บรรยายถึงประวัติของ Milford Sound ว่าคนยุโรปที่เป็นพวกล่าแมวน้ำ มาค้นพบสถานที่แห่งนี้ เนื่องจากเกิดพายุและหาที่หลบภัย จากนั้นก็มีอีก 2-3 คนมาค้นพบ และ เริ่มปักหมุดลงบนแผนที่ จนกลายเป็นสถานที่โด่งดังมาจนถึงปัจจุบัน

แล้วก็ทางเดินลงใต้ดิน เพื่อดูความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำ

มีสัตว์และสาหร่ายพันธุ์แปลก ๆ

ใช้เวลาที่นี่ 45 นาที และ เดินทางกลับท่าเรือ

ถึงท่าเรือแล้ว ระยะเวลา 3 ชม. บนเรือ ตอนแรกคิดว่านานไป แต่มีอะไรให้ดูตลอด ไม่เบื่อเลย

ขึ้นรถ เดินทางกันต่อ ขากลับ ฟ้าเปิดตลอดทาง เราจะได้แวะถ่ายรูปตามทางกัน

จ๊ะเอ๋ !

พอผ่านอุโมงค์เดิม เราก็เลี้ยวจอดถ่ายรูป เพราะเมื่อเช้าหนาวมาก ๆ ไม่อยากลง

แล้วก็แวะ Mirror Lakes อีกอย่างที่เราชอบเกี่ยวกับนิวซีแลนด์ คือ ทุกสถานที่เที่ยว ที่จะให้นักท่องเที่ยวเดินเข้าชม จะมีป้ายบอกระยะเวลาประมาณในการเดินไว้ให้หมด เราจะได้รับรู้ ว่าเราควรจะเดินหรือไม่ อย่างไร

ป้ายเก๋ ๆ วันไหน ฝนตก คงไม่ได้ภาพแบบนี้

จริง ๆ น้ำไม่ค่อยนิ่งเท่าไหร่

ขอแบบชัด ๆ

ต้นไม้สูง ๆ ระหว่างทางเดิน

เก็บภาพให้สมกับเป็น Mirror Lakes

แล้วก็เดินกลับรถ

หมดที่ให้แวะถ่ายรูปแล้ว เรามุ่งหน้ากลับ Te Anau แล้วหาที่ camping กันต่อ

เมื่อเช้าเราแวะ dump ตรงที่จอดรถที่ Milford Sound แล้ว แต่เรายังหาน้ำสะอาดเติมใส่แท้งค์ไม่ได้ ถึง Te Anau ก็เลยต้องแวะ Dump Station อีกรอบ และ เติมน้ำมันด้วย

เห็นเมฆสวย ๆ ระหว่างทางกลับ

บางจังหวะ ที่ย้อนแสง

เจอปั๊มละ

แล้วก็ตาม โปรแกรม Campermate ไปหา Dump Station

เมืองสงบ ๆ ขนาดกะทัดรัด น่าพัก

supermarket เมื่อวานที่เราแวะซื้อผัก

เรียบร้อยเรื่อง dump ก็หาที่ camping ต่อ จากโบรชัวร์ของ DOC เราหาสถานที่ที่เค้าแนะนำมาไม่เจอ

เลยเปิดโปรแกรม Campermate อีกครั้ง เพราะมีอีก 1 ที่

ไปถึงที่นั่น มีลำธารเล็ก ๆ ด้านข้าง บรรยากาศสงบ เป็นส่วนตัวมาก ๆ ส่วนตัวจนเราสองคนเริ่มวิตก ฮ่า ๆ

คือ มันเปลี่ยวมาก ๆ อ่ะ แต่ก็รู้มาว่า นิวซีแลนด์เป็นประเทศที่ติดอันดับเรื่องความปลอดภัย เราควรเชื่อสถิตินี้

แต่ก็นะ เริ่มเอาโทรศัพท์มาเช็คว่ามีสัญญาณไม๊ เผื่อมีใครมาทำอะไร

แล้วก็เริ่มปรึกษากันว่าจะย้ายหรือไม่ย้ายที่ดี พระอาทิตย์เริ่มตก

ระหว่างนั้น เป็นมื้อเย็น เรากินเบา ๆ วันนี้ เพราะเมื่อกลางวัน จัดเต็มในเรือมาละ

ก็ กินไป ปรึกษาไป วิตกจริตไป

แอบกังวล เลยต้องเอาไวน์ย้อมใจ

ทำไปทำมา .. เมาทั้งคู่ ฮ่า ๆๆ ถ่ายคลิปกันเล่น ๆ ขำ ๆ ตอนเมา เปิดดูทีไร ขำก๊ากกันทุกที ฮ่า ๆๆๆ

และนี่คือ บรรยากาศ ตอนเช้า ที่เมื่อคืนทำให้เราสองคนเปลืองไวน์มาก

April 11 เช้านี้เห็นแดดแบบนี้ อากาศหนาวมาก ๆ

วันนี้เราเดินทางกลับไปพักที่ Queenstown อีก 1 คืน ที่ Lakeview Holiday Park เหมือนเดิม แต่ขอเป็นตอนหน้านะจ๊ะ