Day 13 : Fly back home

วันนี้เป็นวันที่เดินทางกลับบ้าน
มีของฝากจากป่าลึก ติดมากับมือ คอ และ นิ้วเท้าของเรา

ตอนที่เดินขึ้น Gosaikunda เราโดนแดดแรงเผาจนมือและคอเกรียมไปหมด
กลับถึงบ้าน เรายังต้องพักฟื้นฟูสภาพมือเราอีกพักใหญ่ กว่าจะได้นวดขนมปังขาย

ส่วน นิ้วเท้าเรา (นิ้วกลางทั้ง 2 ข้าง) ห้อเลือดจากการที่เดินลง ลง ลง และ นิ้วเท้าไปยันกับด้านหน้ารองเท้า
ทิ้งไว้หลายเดือน กว่าเล็บเท้าใหม่จะมา และ ค่อย ๆ ดันเล็บเก่าหลุด

 

ทำไมเราถึงเลือก Langtang & Gosaikunda ? นั่นเพราะเรากับสามีชอบวิวแบบนี้
จริง ๆ เส้นทางสุดฮิต ของเนปาล จะเป็น Poon Hill, Annapurna Base Camp หรือ Everest Base Camp
– พอเป็นเส้นทางสุดฮิต นักท่องเที่ยวก็จะเยอะขึ้นมาก ทำให้เราเลี่ยง เพราะ เราชอบไปที่ ๆ คนน้อย ๆ ไม่แออัด
– Langtang เป็นเขตที่ใกล้กับเทือกเขาหิมาลัย และ มีชายแดนติดกับทิเบต เราจึงได้เห็นธรรมชาติอันสวยงาม และ ยังได้เห็นวัฒนธรรมของชาวบ้านที่ได้รับอิทธิพลจากทิเบต
– Gosaikunda อยู่สูงกว่า Langtang ยิ่งสูง ก็ยิ่งหนาวกว่า เลยได้อยู่ใกล้กับหิมะมากขึ้นไปอีก
นี่คือเหตุผลทั้งหมดที่เราเลือกเส้นทางนี้

พอมาถึงตอนนี้ ผ่านมา 4 เดือน เรายังคงคิดถึง บรรยากาศและการใช้ชีวิตในป่าเป็นพัก ๆ
คิดถึง ช่วงเวลา ที่เราค่อย ๆ ก้าวเท้า ทีละก้าว ทีละก้าว และ อยู่กับลมหายใจของเรา เพื่อไปยังจุดหมายปลายทาง
คิดถึง ยามดึก ที่ต้องออกจากถุงนอน ถือไฟฉาย ฝ่าความหนาวเย็นออกมาห้องน้ำข้างนอก
คิดถึง Dal Bhat ที่เป็นปริศนา ว่าวันนี้เราจะได้ทานรสชาติแบบไหน
คิดถึง การพูดคุยสนุกสนาน เล่นไพ่กับไกด์ และ ลูกหาบ
กลายเป็นว่า เราไม่ค่อยคิดถึงภาพความสวยงามของธรรมชาติ แต่เป็นเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ตัวเราเข้าไปเป็นตัวดำเนินเรื่อง

หากเราจะกลับไปเนปาลครั้งหน้า เราจะเตรียมตัวดังนี้ :
1. ร่างกายและใจที่แข็งแรง นำพาเราไปได้ไกลกว่าที่เราคิด เราต้องทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ดูแลจิตใจ เพื่อให้เราสามารถพาตัวเองไปได้ในทุก ๆ ที่ ๆ เราอยากไป
2. อุปกรณ์ที่เหมาะสม สำคัญอย่างมากในการเดินป่านาน ๆ ถุงนอนดี ๆ  ไม้เท้าเดินป่า รองเท้าเดินป่า และ ถุงเท้าดี ๆ  มีความสำคัญอย่างมาก  รอบหน้าจะหาถุงนอนดี ๆ ส่วนตัว ที่กันความหนาวเย็นได้ชะงัก เพื่อลดความทรมานในความค่ำคืน
3. เสื้อ/กางเกง กันหนาว กันลม กันฝน ถุงมือ หมวก ครีมกันแดด ก็มีความจำเป็น เพื่อให้ชีวิตการเดินป่าง่ายขึ้น
4. ทิชชูเปียก พออยู่ในป่า เราได้ใช้ประโยชน์แบบสูงสุด ปรกติในเมืองเราไม่ค่อยให้ความสำคัญกับมันเท่าไหร่ เพราะมีน้ำใช้ตลอดเวลา แต่ยามที่ไม่ได้อาบน้ำ ทิชชูเปียก กลายเป็นพระเอกขี่ม้าขาวได้เลย
5. กระติกน้ำร้อน และ กาแฟ กลายเป็นของดียามเช้า ครึ่งทริปหลัง เราสั่งน้ำร้อน 1 กระติกก่อนเข้านอนตลอด พอตื่นมาตอนเช้า อากาศหนาว ๆ เราได้ดื่มน้ำร้อน และ ชงกาแฟดื่มกันบนที่นอน เป็นอะไรที่มีความสุขมาก รอบหน้าจะพกกระติกน้ำร้อนสูญญากาศดี ๆ ไปเอง
6. เราไม่ต้องพกอาหารมากมายติดเป้ไปให้หนักกระเป๋าเลย ทุก ๆ ที่ มีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์ แต่ energy bar หรือ snack อาจมีความสำคัญกว่า เนื่องจากบางวัน เราเดินกันยาวนาน กว่าจะได้ทานมื้อเที่ยง
7. กระติกน้ำแบบมีเครื่องกรองน้ำในตัว ก็ช่วยลดค่าใช้จ่ายค่าน้ำดื่มได้ บนเขาสูง ๆ ส่วนมาก ใช้น้ำจากลำธาร ซึ่งสะอาดและไม่มีกลิ่น แต่หลาย ๆ ที ที่ต้องซื้อน้ำขวดดื่ม เพราะ น้ำมีเศษกรวดติดมา หากไม่ได้กรอง ก็ทานไม่ได้  บาง guesthouse แค่เอาผ้าหลาย ๆ ชั้นมากรองที่ก๊อกน้ำ ก็ดื่มน้ำสะอาดได้แล้ว (อันนี้เป็น optional ถ้าเจอแบบไม่แพง ไม่ลำบากเกินไปที่พก)
8. ยา เป็นสิ่งสำคัญ ต้องพกไปให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายแต่ละคน

ยังมี trekking route อื่น ที่น่าสนใจใน (สำหรับเรา) ที่นี่ และ คิดว่า เราอาจจะได้กลับไปอีกหลาย ๆ ครั้ง
แผ่นดินไหว เมื่อวานที่ 25 เม.ย. เกิดขึ้น เพียง 36 ชม. หลังจากเรากลับมา
รู้สึกเศร้าใจต่อการสูญเสียที่เกิดขึ้น Langtang Valley เจอหิมะถล่มหายไปทั้งหมู่บ้าน อีกนานแค่ไหน กว่าชาวบ้านจะสร้างขึ้นมาได้ใหม่

เนปาล ณ ตอนนี้ เลยยิ่งต้องการให้นักท่องเที่ยวเดินไปมากขึ้น เพื่อช่วยให้ประเทศได้ฟื้นฟู
ฉะนั้น …. เราไป เนปาล กันเถอะ

 

 

Advertisements

Day 12 : Kathmandu

เมื่อคืน เรานอนดึกกว่าเดิมหน่อย เพราะ อยู่ในเมือง เจอนักท่องเที่ยวเยอะขึ้น เลยมีเสียงเอะอะตามมา
ได้ใช้ wifi ของ guesthouse อัพโหลดรูปภาพสวย ๆ จากทริปนี้ ก่อนจะง่วงนอนจริง ๆ
อากาศหนาวเย็นสบาย และ ยังต้องใช้ถุงนอนกันอยู่

ตื่นมาทานอาหารเช้า และ รอรถจี๊ปมารับพวกเรากลับ Kathmandu
รถมาถึงเลทนิดหน่อย คนขับรถจี๊ป ออกจาก Kathmandu เมื่อวาน  หาที่นอนพักใกล้ ๆ เมืองนี้ และ ค่อยมารับพวกเราตอนเช้า

แล้วก็ได้เวลาเดินทาง

เนปาลไม่เคยหมดเสน่ห์ ไม่ได้เดินป่าแล้ว แต่ยังมีวิวสวย ๆ ให้ชม

และ ยังมีเรื่องให้ตื่นเต้นกันส่งท้าย
หยุดรถกันครั้งแรก เพราะ กันชนรถหลุด หนุ่ม ๆ ก็ลงไปทำหน้าที่กัน

ผ่านไปด้วยดี เดินทางกันต่อ ……….. แต่ยังไม่จบ !
รถจี๊ปเจ้าปัญหาของเราติดหล่มกันอีก
ฝนตกเมื่อวาน ทำให้ดินข้างทางถล่มลงมา กลายเป็นโคลนหนา
รถคันนี้ไม่มี 4WD และ ใต้ท้องรถค่อนข้างต่ำ ทำให้ไปติดกับกองโคลนหนา

รถคันอื่น ๆ ที่ตามหลังมา ต้องลงมาดูกันหมด เพราะ ถนนเหลืออยู่เลนเดียว ไปไหนกันไม่ได้
แก้ปัญหากันอยู่หลายรอบ
ตอนแรกใช้รถคันหน้าช่วงดึงจนสายสลิงขาด ก็ไม่สำเร็จ เพราะใต้ท้องรถยังติดโคลนสูงอยู่
ต้องให้คนขับรถ ถอยกลับมาตั้งหลัก มีคนบอกทางด้านหน้า สร้างเลนใหม่ โดยขับอยู่บนกองโคลนซะเลย ถึงผ่านพ้นมาได้

ขาออกด่านตรวจค่อนข้างเข้มกว่าขาเข้า ไกด์และคนขับ ต้องลงจากรถกันหลายรอบ เพื่อส่งเอกสารให้ตรวจ

วันนี้ เป็น วันดีของที่เนปาล ระหว่างทางกลับ เราเจองานแต่งงานหลายงานมาก
สาว ๆ ใส่ส่าหรีสีแดง หนุ่ม ๆ ใส่สูท รถบัสอัดแน่นไปด้วยญาติ ๆ บ่าวสาว ทุกคนเฮฮา หน้าตายิ้มแย้ม พร้อมเดินทางไปร่วมงานมงคล
เหมือนทั้งเนปาล พร้อมใจกันแต่งงานในวันนี้ ทุกครั้งที่เห็นงานแต่ง พวกเราก็อดไม่ได้ที่จะมีรอยยิ้มไปด้วย

แต่ ชีวิตมีสองด้านเสมอ …

พอเราใกล้ถึง Kathmandu เรากลับต้องเจอเหตุการณ์เศร้าใจ รถบัสที่พานักท่องเที่ยวชาวอินเดียมาเที่ยว เกิดอุบัติเหตุตกเขา ไหลลงไปไกลมาก สภาพรถพังไปและแตกกระจาย เหลือแต่หลังคารถ เหตุการณ์เกิดขึ้นในตอนเช้า มีทหารและตำรวจเข้ามาช่วยเก็บสิ่งของไปกองไว้ที่นึง ช่วยเหลือผู้ป่วย และ มีผู้เสียชีวิตด้วย (ตอนที่เราไปถึง เห็นแต่กองสิ่งของ)  รถค่อนข้างติด ณ บริเวณนี้ เพราะทุกคันชะลอดู มีชาวเนปาลีมากมายยังคงอยู่ที่นี่ดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

พอเข้าถึงเมือง อากาศเปลี่ยนแปลงไปแบบหน้ามือและหลังมือ ฝุ่นควันตลบไปทั้งเมือง รถรามากมาย ขับกันแบบไร้ระเบียบ เป็นเอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของเนปาลจริง ๆ

วันนี้ ถึงแม้ไม่ได้ trek แต่เรายังเจอเหตุการณ์มากมายให้จดจำ สภาพตอนพวกเรามาถึงโรงแรม ดูไม่ได้เลย หน้าตาเกรอะกรังไปด้วยฝุ่น รีบเข้าห้องอาบน้ำให้สดชื่น แล้วหาอาหารเย็นทาน หลังมื้อเย็น เดินเล่นต่อใน Thamel ได้อีกนิดหน่อย เพราะ เพลียจากการนั่งรถนาน เราเลยเข้านอนกันไว เหมือนตอนอยู่ในป่า

Day 11 : Dhunche 1960m

ตื่นมายามเช้า อากาศยังหนาวเย็น
น้ำในกระติกน้ำร้อนที่สั่งไว้เมื่อคืนยังร้อนพอที่จะชงกาแฟดื่มเพื่อคลายหนาว
ทำธุระส่วนตัวเรียบร้อยแล้ว เราก็ไปทานอาหารเช้ากัน
มื้อเช้านี้ ไม่มี chapati แต่เป็น ขนมปังขาว ฟู นุ่ม แบบโฮมเมด และ มูสลี่ใส่นมร้อน

วันนี้ เราจะเดินทางกลับสู่เมือง Dhunche เมืองท่า เพื่อนั่งรถจี๊ปต่อกลับไป Kathmandu
จาก Shin Gompa 3330m สู่ Dhunche  1960m เราต้องเดินลงถึง 1370m คิดแล้วอาการปวดต้นขากำเริบทันที
การเดินลงจากเขา เราทำเวลาได้ค่อนข้างเร็ว แต่ต้องใช้กำลังขาไม่น้อย
เพราะ ต้องรับน้ำหนักร่างกายตัวเองในแต่ละครั้งที่ก้าวลง
พอก้าวแบบนี้ซ้ำ ๆ กล้ามเนื้อมัดเดิมที่ใช้งาน ก็เริ่มจะงอแง
แถมเรามีจุดอ่อนอยู่ที่หัวเข่าข้างขวา ต้องใช้สติ และ ระมัดระวังไม่ให้กระแทกน้ำหนักตัวไปที่จุดนี้

แวะพักเป็นช่วง ๆ ระหว่างทาง เจอสัตว์น้อยใหญ่ตามทาง ม้า แพะ ไก่ หมา กวาง และ ลิง

พักแล้ว ก็พักอีก

มี guesthouse อยู่ประปราย ระหว่างทาง

พอใกล้ ๆ หมู่บ้านมากขึ้น เราเจอกับแพะฝูงใหญ่

เราเดินลงกัน ค่อนข้างชันมาก มีหลาย ๆ ช่วงที่ทางเดินถูกสร้างเป็นบันได เราเห็นสภาพนักท่องเที่ยวที่เดินขึ้น สวนทางกับพวกเรา แล้วรู้สึกเห็นใจเป็นอย่างมาก
และ คิดล่วงหน้าไว้เลยว่า หากเรามา trek ที่นี่อีก เราจะไม่เดินขึ้นจาก Dhunche ไป Shin Gompa อย่างเด็ดขาด เพราะขนาดเดินลงยังรู้สึกทรหดมาก การเดินขึ้นยิ่งยากกว่ากันเยอะ

พอผ่านจุดที่เจอฝูงแพะแล้ว ทางเดินเริ่มเป็นทางราบขึ้น อากาศเริ่มร้อนขึ้น พวกเราเริ่มแปลงร่าง เอาเสื้อตัวนอกออก เดินต่อกันอยู่พักอย่าง ค่อย ๆ เจอบ้านเรือน และ กลายเป็นเมืองในที่สุด

วันนี้เราเดินไม่นาน แต่ก็ไกลพอควร

พอถึง Dhunche  เหมือนปรับตัวไม่ทัน จากในเขาที่เงียบสงบ กลายเป็นเมือง
จริง ๆ เมืองไม่ใหญ่มากนัก เป็นถนน 2 เลน มีบ้านเรือนอยู่ 2 ข้างทาง ทั้งเมืองมีความยาวประมาณ 4-5 ก.ม.
แต่สำหรับคนอยู่ในป่ามา 10 วันเต็ม พอมาเจอแบบนี้ เหมือนต้องปรับประสาทการรับรู้กันนิดหน่อย

เข้าที่พักเรียบร้อย อาบน้ำให้สบายตัว แล้วค่อยลงมาทานอาหารกลางวัน
อิ่มแล้วก็เดินเล่นชมเมืองกันอีกนิดหน่อย

4-5 วันหลัง ๆ พวกเราใช้ชีวิตกันแบบ slow life จริง ๆ ถึงที่พัก ก็นั่งชิล ๆ ค่อย ๆ ให้เวลาผ่านไป
ตอนแรกพวกเราที่นั่งรับลม ชมบรรยากาศอยู่ด้านนอกโรงแรม
ตอนบ่ายแก่ ๆ วันนี้ เราเจอฝนตกค่อนข้างแรง พวกเราเลยย้ายมานั่งด้าน และ เล่นไพ่กันเพลิน ๆ

ปิด มื้อเย็น สุดท้ายของเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ ด้วย Dal Bhat เพราะเราคงไม่ได้ทานอีกแล้ว พอเรากลับ Kathmandu
ถึงแม้จะทานทุกวัน แต่ก็ไม่เคยเบื่อ เพราะแต่ละแห่ง มีสูตรการทำซุปถั่ว ผัดผัก และ ผักดอง ต่างกัน
เราจะขอเติมแต่ของที่อร่อยในแต่ละที่ สลับ ๆ กันไป บางที่ผัดผักอร่อย เราก็เติมแต่ผัดผัก
จำได้ว่า ผักดองของโรงแรมที่ Shin Gompa อร่อยและต่างจากที่อื่นมาก เราก็ทานผักดองเยอะเป็นพิเศษ และ ยังใจดี ให้เติม Papadum ได้ด้วย (ส่วนใหญ่ Papadum  จะให้มาแผ่นเดียว และ เติมไม่ได้)

Dal Bhat สำหรับเรา เลยกลายเป็น อาหารที่น่าสนใจมาก ถึงแม้ชื่อจะเหมือนกัน แต่รสชาติไม่เคยซ้ำกันเลย

 

 

Day 10 : Shin Gompa 3330m

อรุณสวัสดิ์เช้าวันใหม่ เป็นวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสอีกวัน
เมื่อเช้าพวกเราล่ำราเพื่อนชาวฝรั่งเศสทั้ง 2
พวกเค้าจะเดินหน้าไปอีกเส้นทาง ที่ต้องเดินผ่านเส้นทางหิมะ Lauribina Pass ที่ความสูง 4610m ซึ่งเป็นทางที่สูง หนาว ไกล และ ค่อนข้างโหด
เราเห็นไกด์ตระเตรียมความพร้อม อธิบายแผนการให้พวกเค้าฟังกันตั้งแต่เมื่อวาน
ได้ยินว่าต้องเดินกันนานมาก อาจถึงที่พักราว ๆ 1 ทุ่ม
ให้กำลังใจ อวยพรกันเรียบร้อย พวกเค้ารีบออกเดินทาง ตั้งแต่เรายังไม่ได้เริ่มทานอาหารเช้า

ส่วนพวกเรา วันนี้เป็นการเดินลง เพื่อเตรียมตัวกลับสู่ Kathmandu เรายังต้องพักในเขาอีก 1 คืน และ พักที่เมืองที่เป็นท่ารถอีก 1 คืน
คืนนี้ เราจะพักกันที่ Shin Gompa

ถ่ายภาพเล็กน้อย ระหว่างทางกลับ

แดดยังร้อนแรง
ผิวหนัง ส่วน หู คอ และ มือ ส่วนที่โดนแดดเมื่อวาน ตอนนี้กำลังไหม้ ผิวเปลี่ยนเป็นสีแดง วันนี้เราต้องปกปิดผิวหนังสุด ๆ

หลังจากภาพบน เราไม่ได้ถ่ายรูปอะไรกันเป็นเรื่องเป็นราว เพราะตั้งหน้าตั้งตา เดินลง ๆ
ขาลงรอบนี้ เราลื่นถไล 3 รอบ จากที่ค้ำไม้เท้าไม่มั่นในตอนก้าวขาลง
กว่าจะถึงที่หมาย ค่อนข้างไกลพอสมควร
พอเห็นหมู่บ้าน รีบบอกไกด์ เราขอ hot shower
เพราะ ครั้งสุดท้ายที่เราได้อาบน้ำคือ ที่ Lama Hotel นั่นคือ Day 6
มาถึงโรงแรม เป็นสวรรค์มาก ได้ห้องพักกว้างขวาง มีน้ำร้อนให้อาบ และ ไหลแรงด้วย

อาบน้ำเสร็จ สบายตัวมาก ๆ อากาศกำลังดี ลมเย็น มีแดดอ่อน
พวกเราออกมานั่งกินข้าวกลางวันกันที่นี่

เมนูประจำ ตลอดทริป Dal Bhat – refill เติมได้ตลอด

โรงแรมนี้ ใหญ่พอสมควร มีขนมปัง homemade และ apple pie ให้กินด้วย

มีหมาตัวน้อย หน้าตาซื่อ ๆ มาต้อนรับ

อิ่มแล้ว เดินชมหมู่บ้าน

นั่งรับความเย็นกันเพลิน ๆ หมอกหนาลอยมา แสงแดดหายไป
อากาศเย็นสบาย ๆ กลายเป็นความหนาวเย็น
พวกเราย้ายเข้าไปนั่งเล่นกันต่อในห้องอาหาร

เราใช้เวลากันแบบสบาย ๆ เหมือน cool down หลังจากเดินกันแบบทรหดมาหลายวัน
ค่อย ๆ ย้อนคิดถึงวันแรกที่เรานั่งรถมาถึงเนปาล วันแรกที่เดินขึ้นเขา และมาจนถึงวันนี้
รู้สึกมีความสุข อิ่มเอม ปลาบปลื้มใจ

เย็นนี้ ที่ห้องอาหาร มีนักท่องเที่ยวเยอะพอสมควร เพราะ ตำแหน่งของเมืองนี้ เหมือนกับที่ Lama Hotel
คือ นับจากเมืองท่ารถ ก็จะเป็นที่แรกที่นักท่องเที่ยวจะเดินมาถึง
จึงมีทั้ง กลุ่มที่เดินลงมา และ กลุ่มที่กำลังจะกลับ
หลาย ๆ คน พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ สอบถามเส้นทางที่จะเดินกัน
มีกลุ่มวัยรุ่นชาวเนปาลี บอก รู้จักเมืองไทย ชอบดูหนังไทย และ ชอบ มาริโอ้ เมาเร่อ มากด้วย ฮ่าาาา

ยิ่งมืด ยิ่งหนาว ผิดกับตอนแรกที่มาถึงแล้วอากาศเย็นกำลังดี
แต่คืนนี้เราโชคดี ห้องที่พักเป็น attached bathroom ช่วยให้เราไม่ต้องฝ่าความหนาวออกไปห้องน้ำด้านนอก

Day 9 – Gosaikunda 4380m

วันนี้ตื่นมา ร่างกายกลับมาฟิตพอสมควร เพราะเมื่อวานมาถึงเร็ว ได้พักร่างกายกันนานกว่าวันอื่น
ออกมาชมวิว เก็บภาพกันยามเช้า

พร้อมแล้วก็ออกเดินทางกัน วันนี้เราจะเดินไปที่ความสูง 4380m
แค่เริ่มต้นออกจากที่พัก ก็เจอทางเดินขึ้นตลอด

และเริ่มมีหิมะให้เห็น

เจอจุดแวะพักจุดแรก

หายเหนื่อยแล้วก็เดินกันต่อ ตอนนี้รอบ ๆ ตัวเรา เต็มไปด้วยหิมะ

ซักพัก มีจุดแวะพักจุดใหญ่ Laurebina ที่ความสูง 3910m วิวสวยเกินบรรยาย
ลองดูวิวแบบ 360 องศา กัน

ถึงแม้อากาศจะหนาว แต่แดดแรงมาก ๆ ท้องฟ้าโปร่งแบบไร้เมฆมาช่วงบดบังความร้อนแสงอาทิตย์

พักผ่อนกันพอสมควร เราเริ่มก้าวเท้ากันต่อ
ยิ่งสูง ก็ยิ่งเดินช้าลง อากาศเริ่มเบาบาง

จำได้ว่า เราเริ่มมีอาการมึนหัว จะความสูง แต่จุดหมายของเราอยู่สูงกว่านี้อีกเกือบ 500m
ไม่อยากไปเกิดภาวะ Altitude Sickness ข้างบนนั้น เลยรีบทานยาป้องกันไว้ก่อน
สามีเก็บภาพ ซูซิล กับ ซุก เอา ไกด์กับลูกหาบของเราทั้งสองคน

ให้เพื่อนชาวฝรั่งเศสของเราเดินนำไป เราไปถึงช้ากว่าเสมอ

ค่อย ๆ เดินไปทีละก้าว อยู่กับก้าวปัจจุบัน หายใจลึก ๆ ทีละก้าวจริง ๆ
เดินไปซักพัก เหมือนพวกเราหลุดเข้ามาอีก หนึ่งอาณาจักร ที่ล้อมรอบไปด้วยเนินเขา
มีทางเดินตามไหล่เขาไปเรื่อย ๆ ต้องค่อย ๆ เดินอย่างระมัดระวัง

ในที่สุด เราก็เห็น Gosaikunda Lake แต่เป็นเวอร์ชั่น Frozen Lake

ภาพด้านล่างนี้ credit จาก Wikipedia https://en.wikipedia.org/wiki/Rasuwa_District ให้ดูทะเลสาบในยามที่ไม่เป็นน้ำแข็ง

ที่พักเราอยู่บนเนินเขา ข้าง ๆ ทะเลสาบ

ฝ่าหิมะกองสุดท้าย

มาถึงห้องพัก แบบมึน ๆ หัวจากความสูง
ส่วนสามีของเรา มีความลำบากในการหายใจจากการแสบโพรงจมูก
แต่ความสวยงามของที่นี่ ก็ช่วยบรรเทาอาการต่าง ๆ

ทุกคนออกมานั่งรับแสงแดด รับความสดชื่นของธรรมชาติ

เราอยู่ด้านนอกได้ไม่นาน แดดแรงเกินทนทาน เลยหลบเข้ามาข้างใน
มองออกไปนอกหน้าต่าง เราเพิ่งเห็นว่า
ณ สถานที่แห่งนี้ เราอยู่ในระดับที่สูงกว่าเมฆ

ไกด์แนะนำว่า เมื่อเกิดอาการ Altitude Sickness ไม่ควรนอน ไม่ควรอยู่เฉย ให้หาอะไรทาน ให้ขยับร่างกาย
มื้อกลางวันของเรา หนีไม่พ้น ซุปกระเทียม เพื่อบรรเทาอาการ
ซักพักอาการปวดหัวของเราเริ่มหายไป เหมือนร่างกายปรับสภาพกับความสูงที่นี่ได้แล้ว
นั่งที่ห้องอาหารจนเบื่อ ย้ายไปนอนเล่นกันห้องนอนต่อ
แต่ต้องใส่เสื้อผ้าแบบจัดเต็ม แถมเอาถุงนอนมาห่มด้วย

นั่งเพลิน ๆ จนใกล้ถึงเวลาพระอาทิตย์อำลา

พอหมดแดด อากาศก็ค่อย ๆ หนาวขึ้นเรื่อย ๆ
เวลาดำเนินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป จนได้เวลามื้อเย็น
เราทานอะไรกันเบา ๆ และ เตรียมตัวเข้านอน
พอกลับมาถึงห้องนอน สิ่งของทุกอย่างเย็นไปหมด รวมถึงถุงนอน
การที่ต้องซุกตัวเข้าไปในถุงนอนเย็น ๆ เป็นอะไรที่ทรมานมาก
ต้องใช้เวลาซัก ให้ความอุ่นของร่างกาย ทำให้ถุงนอนอุ่นขึ้น
และ การตื่นมากลางดึก ถือไฟฉายไปเข้าห้องน้ำ เป็นความทรมานมากกว่า
เราสองคน ต้องตื่นขึ้นกลางดึกเพื่อเข้าห้องน้ำทุกคืน และ พอกลับมาถุงนอนพวกเราก็เริ่มเย็นอีก !!!

 

Day 8 : Cholang Pati 3654m

ฟ้าสว่างประมาณ ตีห้าครึ่ง เป็นเวลาที่เราตื่นนอนกันเป็นประจำ
พวกเราเริ่มปรับตัวกับชีวิตแบบนี้ได้ดีขึ้น
ก่อนเข้านอน เราจะสั่งน้ำร้อน 1 กา เพื่อยามเช้าตรู่ที่เราตื่น เราจะมีน้ำอุ่น ๆ ไว้จิบคลายความหนาว
และยังได้ชงกาแฟดื่มกัน

เพื่อนชาวฝรั่งเศสของเรา น่าจะชื่นชอบสถานที่นี้เช่นกัน เดินออกไปถ่ายรูปกันแต่เช้า

สถานที่ทานอาหารเช้าของเรา วิเศษสุด ๆ

ยอดเขาที่มีหิมะ เป็นทางฝั่ง Langtang

ด้านล่าง มีโต๊ะสำหรับทานอาหาร แต่เปียกไปด้วยฝน

แสงอาทิตย์เริ่มสาดส่อง

สถานที่เดิม แต่บรรยากาศเปลี่ยนไป

มื้อเช้า Chapati ไข่ดาวเหมือนเดิม แต่รสชาติอร่อยขึ้น

เจ้าของที่พัก อัธยาศัยดีมาก มานั่งเล่น ชวนคุย

สีหน้าของทุกคนแฝงไว้ด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ จากความสุขใจ ความประทับใจ ณ สถานที่แห่งนี้ Thulo Syabru

ไม่มีงานเลี้ยงใด ไม่เลิกรา พวกเรายังต้องก้าวเดินเพื่อจุดหมายถัดไป

ล่ำรา Thulo Syabru แต่เราสัญญา เราจะกลับมาใหม่

ก้าวเท้าออกมา ไม่เท่าไหร่ ก็แวะหยุดถ่ายรูป

มี guesthouse เป็นระยะ ๆ

ทางเดินบางช่วง ทุลักทุเลมาก เราเดินขึ้นเขากันตามทางน้ำ ที่เป็นโคลนและค่อนข้างลื่น
เป็น natural trail จริง ๆ และยังมีทางขึ้นเนินชัน ๆ ที่เราก้าวขึ้นเองไม่ได้ สามีและไกด์ต้องมาช่วยดึงเราขึ้นไป แต่เราก็มาถึงจุดแวะพักนี้จนได้

นักเดินทางคนก่อนหน้า คงหมดแรงไม่น้อย ถึงต้องเติมพลังงาน Red Bull
จะว่าไป มีเครื่องดื่ม อาหารกระป๋อง และ อาหารแห้ง จากเมืองไทย หลายอย่าง ที่เราเห็นอยู่ จะมี กาแฟเขาช่อง ผงปรุงรสคนอร์ ปลากระป๋อง …
มีอีกอย่างหนึ่ง คือ ไวไว รสต้นตำรับ ห่อเขียว ๆ ที่หลังซองมีเด็กในตำนาน อันนี้ เหมือนจะผลิตที่นี่เลย รสชาติทุกอย่างเหมือนกัน เพียงแต่หีบห่อเปลี่ยนไปนิดหน่อย

พักจนหายเหนื่อย เราเดินกันต่อ จนถึงร้านอาหารที่เราแวะทานมื้อเที่ยง
ณ จุดนี้ เราเดินขึ้นกันมาชันมาก ๆ altitude เพิ่มขึ้นอีก 1000 เมตร
อากาศเริ่มเปลี่ยน จากแดดแรง  เมฆครึ้ม หมอกหนา

เดินผ่าน ต้นดอกกุหลาบพันปีหลายสิบต้น

ยิ่งสูง ยิ่งหนาว ….

ฝนตกเริ่มตกปรอย ๆ อีกนิดจะถึงที่พัก พอมีทางราบ ๆ ให้พวกเราได้เดินสบายกันบ้าง
โชคดี พวกเราเข้าที่พักได้ทันเวลา ก่อนที่ฝนจะตกแรงขึ้น

ห้องเล็ก ๆ เหมือนเดิม ด้านนอกหน้าต่างหมอกหนามาก แล้วฝนที่ตก ก็กลายเป็น ลูกเห็บ
เก็บของเข้าที่ ออกมานั่งรับความอุ่นจากเตาผิง

และ ตั้งวงเล่นไพ่ เหมือนเดิม ทั้งนักเดินทาง ไกด์ และ ลูกหาบ เล่นกันสนุกสนาน เพลิดเพลิน

พอไฟเริ่มมอด เจ้าของ guesthouse ก็มาเติมฟืนให้ พร้อมนำอุปกรณ์ตัวนี้มาด้วย พ่นลมเข้าไปแป๊บเดียว ไฟลุกพรึบพรับ

พอฝนหยุด ความสวยงามบริเวณรอบ ๆ ก็เริ่มเผยให้เห็น

ฟ้าหลังฝน สวยงามแบบนี้นี่เอง

ส่วนนักเดินทางชาวแคนาดา คู่นี้ ออกไปเดินเล่นรอบ ๆ คู่นี้เค้ามาเทรคที่เนปาล รอบที่ 3
รอบนี้ เค้าแบกเป้ กางแผนที่กันมาเอง ไม่มีไกด์ ไม่มีลูกหาบ

ฟ้าเปิด สวยงาม

อยู่ข้างนอกได้ไม่นาน รีบวิ่งกลับเข้าไป อากาศหนาวมาก ๆ จนต้องเอาเท้าผิงไฟ

วันนี้ ได้ชิล กันอีก 1 วัน ระยะทางของวันนี้ ไม่ไกลเท่าไหร่
พวกเรานักเดินทาง มีเวลาพักผ่อน ทำความรู้จัก พูดคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน
เราเริ่มสนิท กับ ไกด์และลูกหาบมากขึ้น
เราพูดคุยกันสนุกสนานเหมือนเพื่อน เราคิดว่าพวกเขาคือเพื่อนของเรา

นั่งเล่นกันจนถึงเวลาทานมื้อเย็น อากาศหนาวขึ้นเรื่อย ๆ สั่งซุปอุ่น ๆ ทาน แล้วรีบเข้านอน คืนนี้ อากาศหนาวมาก ๆ

Day 7 : start new trekking route to Thulo Syabru 2200m

อรุณสวัสดิ์ยามเช้า ด้วย Chapati และ ไข่ดาว

พวกเราเริ่มทานอาหารกันง่ายขึ้น เนื่องจากทุก ๆ ร้านอาหาร และ ที่พัก เมนูจะเหมือนกันหมด
หลัง ๆ เราแทบไม่ต้องหยิบเมนูมาดูกันเลย
เช้า chapati ไข่ดาว แยมผลไม้ + กาแฟ
บ่าย Dal Bhat set แบบเติมได้จนอิ่ม + กาแฟ
เย็น เราเริ่มทานกันแบบเบา ๆ ขึ้น เป็น ซุปร้อน ๆ จานแป้ง 1 จาน จานผัก 1 จาน

ที่พักนี้ เวลาเดินไปห้องน้ำ ต้องเดินผ่านครัว เป็นครัวที่สะอาดและกว้างขวางมาก

เสร็จภารกิจส่วนตัวช่วงเช้า เราออกเดินทางกันต่อ อำลา Lama Hotel

เราเดินลงเขากันต่อ ย้อนกลับมาทางเดิม มีอยู่ช่วงหนึ่ง ที่เราผ่านทางเดินลงที่ชันมาก ๆ รู้สึกอะเมซิ่งตัวเองมาก ว่าขาขึ้น พวกเราขึ้นมากันได้ยังงัย เวลาเจอนักเดินทางที่เดินสวนกับเรา เข้าใจอารมณ์ของพวกเค้าจริง ๆ ได้แต่คอยให้กำลังว่า keep breathing !

อาการปวดต้นขาจากเมื่อวาน ยังไม่หายดีเท่าไหร่ เวลาเจอก้าวลงที่สูง ๆ เราต้องค่อย ๆ ลงอย่างมาก
ส่วนสามีของเรา ในภาพบนที่ใส่เป็นรองเท้าแตะรัดส้นแทนรองเท้าเดินป่า เพราะเจ็บนิ้วก้อยที่เท้าทั้ง 2 ข้าง
เนื่องจาก ใส่ถุงบางเกินไป (เราใส่ถุงเท้ากีฬากันธรรมดา ไม่สามารถหาซื้อถุงเท้า wool สำหรับ trekking ได้จากเมืองไทย และ คิดว่าถุงเท้าก็น่าจะเหมือน ๆ กัน แล้วก็เกิดปัญหาจนได้)
ถุงเท้าที่บางเกิน พอเดินลงทางชันมาก ๆ ทำให้นิ้วเท้าไปยันกับรองเท้า จนเกิดช้ำ ไกด์บอกวันนี้ไม่ค่อยหนาว และ ไม่เจอหิมะ สามารถเปลี่ยนใส่รองเท้าคู่นี้แทนได้ เพื่อผ่อนคลายนิ้วก้อยเท้าซักหน่อย

เดินกันซักพักใหญ่ ได้เวลาทานมื้อเที่ยง

มองทะลุหน้าต่างออกไป จุดหมายของเรา เป็นหมู่บ้านบนเนินเขาเขียว ๆ ลูกโน้นนนนนนนนน
คือ … เราเดินลงเขากันมา เพื่อไปเดินขึ้นเขาอีกลูก แต่กว่าจะถึงลูกนั้น เราต้องเดินข้ามเนินเขาเล็ก ๆ อีก 2-3 ลูก !!   หม่ำ ๆๆ ข้าวกันเข้าไป แต่ไม่ควรอิ่มเกินจนจุกและเดินไม่ไหว

พักกันเต็มที่ เราออกเดินทางกันต่อ จนถึงจุดแวะพักแรก จุดหมายของเราอยู่ข้างหน้า แต่จากจุดนี้ จะต้องใช้เวลาอีกประมาณ 2 ชั่วโมง

ถ่ายรูปกับเพื่อนนักเดินทางชาวฝรั่งเศส

ข้ามมาฝั่งนี้ บรรยากาศเริ่มเปลี่ยนแปลง กลายเป็นป่าไผ่

จุดหมายอีกไม่ไกล รอเราข้างหน้า แต่เราต้องเดินลงจากตรงนี้ และข้ามสะพานแขวนก่อน

ข้ามสะพานมาได้ซักพัก ฟ้าครึ้ม เริ่มมีฝนปรอย ๆ  เจอจุดแวะพัก มีร้านค้านิดหน่อย

พวกเราแวะพัก หยิบเสื้อกันฝน คลุมเป้ให้เรียบร้อย แล้วไปกันต่อ
อีกนิดก็จะถึงแล้ว …..

มาถึงหมู่บ้านนี้ เราปลื้มสุด ๆ เพราะ ไม่ได้รู้มาก่อนเลยว่า เราจะได้พักในหมู่บ้านแบบนาขั้นบันได เคยใฝ่ฝันว่าอยากมาสถานที่แบบนี้ แล้วจู่ ๆ ก็ได้มาโดยไม่ได้ตั้งใจ

ชาวบ้านที่นี่ ส่วนใหญจะปลูก ข้าวสาลี มันฝรั่ง แอบมีหุ่นไล่กาด้วย

ปลื้มมากกกกกกก ได้ห้องพักแบบ วิวเกือบ panorama

แต่ตอนนี้ ขอพักขาก่อน ปวดมากกกกกกกกก ที่นี่ไฟฟ้าเข้าถึง มีสัญญาณโทรศัพท์ และ Wifi ให้ใช้ด้วย

ชิลมาก วิวนาขั้นบันได ฝนตกพรำ ๆ

ห้องพักเล็ก ๆ ง่าย ๆ แต่มันคือ สวรรค์จริง ๆ

เป็น guesthouse เล็ก ๆ มี 4-5 ห้อง เรานอนชั้นบน
เดินลงมาข้างล่าง เป็นส่วนของห้องครัว เข้าไปเจอส่วนเตรียมอาหาร ด้านในเป็นที่นั่งทานอาหาร
นักเดินทางทั้งหมด นั่งล้อมวงกันทานที่นี่ มีคู่หูชาวฝรั่งเศส ที่เราเจอกันแทบทุกคืน จนเริ่มพูดคุยหยอกล้อกัน
และ แก้งส์วัยรุ่นแก้งส์ใหญ่ ชาวอิสราเอล

ส่วนใครจะชาร์จแบตเตอรี่ ก็มาที่นี่ได้เช่นกัน เป็นครั้งแรก ที่เราได้ชาร์จ power bank  ฝากชาร์จไว้จนถึงตอนเช้า

ปิดท้ายเย็นวันนี้ด้วย อาหารเบา ๆ เป็นสลัดมะเขือเทศ กับ มาม่าเห็ด

อิ่มแล้ว แยกย้ายกลับเข้านอนกัน แต่นอนกันไม่ค่อยจะหลับ เพราะ แก้งส์วัยรุ่น เฮฮากันเสียงดังมาก จนซักพัก ได้ยินเหมือนเสียงชายคนนึง เดินไปต่อว่า บอกให้คุยกันเบา ๆ หน่อย เสียงถึงได้เงียบลง เรารู้สึกขอบคุณชายผู้นั้นมาก

คืนนั้น เรานอนหลับท่ามกลางนาขึ้นบันได บางทีก็ได้ยินเสียงม้าร้อง
ตื่นขึ้นมากลางดึก เดินออกไปห้องน้ำด้านนอก มองเห็นดาวเต็มท้องฟ้า
เป็นอะไรที่ยากจะลืมเลือน

สรุปการเดินทางอีกที วันนี้เราเดินพอ ๆ กับ 1-2 วันแรก แต่รู้สึกง่ายขึ้น เหมือนสองขาของเราแข็งแรงขึ้น (ถ้าไม่นับเรื่องปวดต้นขา) ถึงจุดหมายตั้งแต่บ่าย ๆ ทำให้เรามีเวลาพักฟื้นร่างกาย เพื่อเดินทางต่อในวันรุ่งขึ้น