Germany Trip, April 2011 [ Ep.11 Final ]

Day 10 : Saturday 16 April 2011 วันสุดท้ายและตอนสุดท้ายแล้วจริง ๆ

วันนี้เราพร้อมกันมาก สำหรับการกลับบ้าน

หลังจากกินอาหารเช้า เช็คเอาท์แล้ว เดินข้ามถนน ก็เป็นสถานีรถไฟเลย นั่ง subway แค่ 15 นาที ก็ถึง สนามบินแล้ว

jacket ตัวใหม่ ที่ซื้อเมื่อวานนี้ กับ Schneeball ขนมโอท๊อปเมือง Rothenburg

กระเป๋าเดินทาง 1 ใบ +  backpack อีก 1 ใบสำหรับ 2 คน ใช้เดินทาง 10 วัน ใช้ concept : travel light

ระยะเวลาบินประมาณ 13 ชม. + เวลาต่อเครื่องที่ Abu Dhabi อีก 3 ชม. ก็ถึงบ้านโดยสวัสดีภาพ

การเดินทางครั้งนี้ เราอิ่มเอมมาก เป็นครั้งแรกที่เรามายุโรป และ เที่ยวเจาะลึกประเทศเดียว (มีแว๊บออกนอกเส้นทางบ้าง แต่กลับมานอนที่นี่น๊าาา)

จริง ๆ เยอรมัน ยังมีเมืองให้เที่ยวอีกหลายจุด ไปทางฝั่งตะวันออก มี Berlin กับ Dresden ที่น่าสนใจ แต่เสียดายที่ไม่มีเวลาพอ เลยต้องตัดออก

ถ้าถามตัวเองว่า เราประทับใจอะไรที่สุดในการเดินทางครั้งนี้ ขอตอบเป็นข้อ ๆ เลย

1. Garmisch-Partenkirchen เมืองแรกที่เราไป ชอบมาก ๆ ชอบวิว ชอบโรงแรม ชอบความสงบ ตื่นมา ออกมาระเบียง มองเห็นเทือกเขา

2. Hofbräuhaus โรงเบียร์ที่ Munich ขาหมูอร่อยมาก ๆ ใครเคยไป และ เคยกินรสชาติแบบนี้ในเมืองไทย ช่วยบอกเราหน่อยว่าอยู่ที่ไหน อยากกินอีก :D

3. ประสบการณ์อาบน้ำแบบโรมันที่ Baden-Baden อร๊ายยยยยยยยยยย!

4. ความเพลิดเพลินจากการนั่งรถไฟ ตลอดทั้งทริป

5. การเดินเล่นลัดเลาะตามตรอกซอกซอย ใน Freiburg

6. Strasbourg กับ Rothenburg ให้คะแนนเท่ากัน

7. มื้ออาหารเย็นอันแสนโรแมนติค

อย่างที่เคยบอกไป เราไม่ชำนาญเรื่องประวัติศาสตร์ เลยไม่ได้ให้คะแนน ปราสาท หรือ โบสถ์ต่าง ๆ เลย นี่เป็นอีกเหตุผลนึง ที่เราไม่ได้ไป Berlin เพราะส่วนใหญ่จะหนักไปทางสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ไปแล้วไม่อิน ไม่เข้าใจ

เรื่องอื่น ๆ เพิ่มเติม

1. ภาษาเยอรมันอ่านออกเสียงยากมากกกกก ไม่กล้าออกเสียงแบบดัง ๆ เพราะรู้ว่าผิดแน่ ๆ อาจจะอารมณ์ประมาณ อ่าน Ayudthaya เป็น เอยุดเทย่า ฉะนั้น เวลาเราหลงทาง ไปถาม local เราจะใช้วิธีเปิดแผนที่และชี้ชื่อเมืองให้เค้าดูเลย

2. รถไฟเยอรมัน ไม่เคยตรงเวลา เลทเป็นเรื่องปรกติ เพราะฉะนั้น เวลาจะขึ้นหรือจะลงรถ ให้ถาม local เพื่อความชัวร์

3. ห้องน้ำตามสถานีรถไฟ ส่วนใหญ่ต้องเสียเงิน สถานีใหญ่ ๆ อย่าง Munich จะเป็น 1 ยูโร ส่วนในเมืองเล็ก ๆ ประมาณ 2 เซนต์

4. คนที่ดื่มน้ำอัดแก๊สไม่เป็น ต้องท่องคำนี้ไว้ Naturliches Mineralwasser (จริง ๆ มันมี จุด 2 จุด บนตัว u ด้วย) จะได้น้ำแร่แบบไม่มีแก๊ส หรือ ไม่งั้นก็น้ำก๊อก แต่ของเราดื่มได้สบาย ที่นั่นกินยังงัย เราก็กินอย่างนั้น เป็นพวกปรับตัวง่าย

 

ทริปหน้า เดือนเมษายน 2012 นี้ เราจะไป ขับรถบ้านที่นิวซีแลนด์เกาะใต้ ซึ่งค่อนข้างตรงกับสไตล์ของครอบครัวเรา

แล้วอย่าลืมแวะเวียนกลับมา เพื่อมาติดตามนะจ๊ะ

ขอให้ทุกท่านมีความสุข ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว

Advertisements

Germany Trip, April 2011 [ Ep.10 ]

Day 9 : Friday 15 April 2011 วันสุดท้ายแล้ว ไปเที่ยวเมืองชื่อยาว ๆ ว่า Rothenburg ob deb Tauber และ ดินเนอร์ที่ Wurzburg

วันนี้เราจะนั่งรถไฟ ย้อนกลับลงมาแคว้น Bavaria ไปตามเส้นทาง Romantic Road ซึ่งในตอนต้น ๆ ของการเดินทาง เราตามรอย Romantic Road มาแล้วที่เมือง Fussen ซึ่งเป็นปลายทางอีกฝั่ง

http://www.romanticroad.com/

Wurzburg เป็นจุดเริ่มต้น Romantic Road ของอีกฝั่ง ตอนแรกที่วางแผนเดินเที่ยวเยอรมัน เราว่าใช้บริการรถทัวร์สาย Romantic Road โดยสามารถเริ่มต้นได้ที่ Wurzburg และ สุดท้างที่ Fussen หรือจะกลับกันได้ แต่รถทัวร์จะหยุดบริการในช่วงหน้าหนาวและเปิดอีกครั้งประมาณกลางเดือนเมษายน ซึ่งเรามาถึงเราเกิน ก็เลยอดเที่ยวโปรแกรมนี้ไป

เลยวางโปรแกรมเอง เป็น เก็บเฉพาะแค่ส่วนหัวและส่วนท้าย

ว่าแล้วขึ้นรถไฟกันเลย

ขอแวะตู้เสบียงอีกครั้ง ก่อนจากลาเยอรมัน

ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2:30 ชม ก็มาถึง Rothenburg

ประตูเข้าเขตเมืองเก่า ยินดีต้อนรับ

ประตูสำหรับรถ

อันนี้ สำหรับคน สุนัข แมวเหมียว

กำแพงโบราณ เก่าแก่

เดินเล่น ชมวิว ความเก่าของเมือง

เดินมาเรื่อย ๆ เจออีกประตู

ดอกไม้สีสด

มุมร้านอาหารเก๋

แต่อากาศหนาว ๆ แบบนี้ ไม่มีใครนั่งหน้าร้านกัน

เดินต่อไปเรื่อย จนมาถึงลานกว้าง ๆ

จะเจอประมาณที่ทำการของราชการ โบสถ์ต่าง ๆ

แล้วเราก็แวะกินของว่าง ถ้าตามกันมาตั้งแต่ต้น น่าจะจับทางการกินของเรา 2 คนได้ ฮ่า ๆๆ

มื้อเช้า เราจะกินกันที่โรงแรม มื้อเที่ยงจะเบา ๆ แบบของว่าง บางวันก็กาแฟ+ขนม หรือ ไส้กรอก แล้วเย็นเราค่อยกินเป็นเรื่องเป็นราวกัน

เจอขนมรูปร่างหน้าตาแปลก ๆ

เลยต้องลองซักหน่อย … ขอนึกคำบรรยาย รสสัมผัสก่อน … อืมมมมม

ภายใต้ ช็อคโกแลตที่เคลือบไว้ เป็น แป้งโดนัท รสชาติเหมือนคริสปี้ครีมออริจินัล แต่อันนี้ คริสปี้จริง ๆ เค้าเสริฟมากับส้อม เราก็เริ่มไม่ถูกเลย เพราะมันกรอบ

พอใช้ส้อมจิ้ม มันก็แตกกระจายเป็นเศษ ๆ เต็มไปหมด จานรองรับไม่พอ น่าจะให้เป็นถาดรองใหญ่ ๆ มา เพราะกว่าจะกินหมด เศษขนมปังเต็มโต๊ะและหล่นพื้นก็มี

กินเสร็จ เพิ่งจะมีอีกโต๊ะมาเข้ามา และ สั่งแบบนี้ ฮ่า ๆๆ คือ เค้าใช้มือกินอ่ะ ค่อย ๆ หักออกมากินทีละส่วน ใช้มือกินยังเรียบร้อยกว่าเราที่ใช้ส้อมอีก = =’

หายโง่เลยเรา

เสร็จแล้วก็ windows shopping ไปเรื่อย

เจอร้านขายขนมแบบนี้เต็มเลย

มีหลายรสชาติมาก

เดินเล่นต่ออีก ยังไม่เมื่อย เราไม่หยุด

เดินมาเจอร้านนี้

ดูดีที่สุดในเมืองนี้เลย

มีวิดีโอแสดงวิธีการทำด้วย วิธีที่ทำให้เป็นลูกกลม ๆ แบบนี้คือ พอเค้านวดแป้งเสร็จ ก็ทำเป็นเส้น ๆ แล้วก็ขด ๆ ม้วน ๆ เป็นวงกลม เอาใส่ภาชนะโลหะทรงกลม คล้ายตะกร้อบ้านเราใส่ แล้วลงทอดในน้ำมันทั้งตะกร้อนี่แหล่ะ  เสร็จแล้วค่อยเคลือบรสชาติต่าง ๆ

ค้นจาก google ได้ความว่า ขนมนี้ชื่อ Schneeballen มีขายเฉพาะในเมืองนี้

ร้านนี้มี packaging อย่างดี เป็นกระป๋องทรงกลมยาว ใส่ได้ 3 ลูก เลยติดไม้ติดมือ กลับมาฝาก พี่น้อง ซะหน่อย แล้วก็เจ้าของร้านถ่ายรูป

สำราญใจ Rothenburg กันพอสมควร น่าจะช่วงบ่ายแก่ ๆ แล้ว เราออกเดินสู่ Wurzburg กันต่อเลย

นั่งรถไฟประมาณ 1 ชม. ก็มาถึง

เจอตลาดนัด เป็นเต้นท์ ๆ เหมือนตอนเราไป Munich

จริง ๆ แล้ว Wurzburg มีสถานที่เที่ยวแนวประวัติศาสตร์หลายแห่ง และ ยังโด่งดังเรื่องไวน์อีกด้วย ถ้ามาถูกช่วงเวลา จะมีงาน Wine Festival ที่นี่ด้วย

แต่เราเวลาของเรามีน้อยนิด เลยขอแวะร้านอาหารชื่อดังของเมืองนี้และลองไวน์ของเค้าแทน

มาร์คตำแหน่งร้านอาหารไว้เรียบร้อย แต่เดินเล่นกันอีกหน่อย

ไป ๆ มา ๆ ได้ jacket มาอีกตัว ตัวนี้ใส่อุ่นกว่าเดิม เพราะเป็นสไตล์บุนวม ใส่แล้วบวม ๆ

และแล้วเราก็อยู่ในร้าน Juliusspittal http://www.juliusspital.de/html/2131_ENG_HTML.htm

ให้บริกรมาแนะนำไวน์และอาหาร

เสร็จแล้วก็ถ่ายรูปร้านอาหาร เดินถ่ายรูปไป ไม่ค่อยมีใครสนใจ

น้ำอัดแก๊ส

ไวน์ขาวของที่นี่ กลิ่นฟรุ๊ตตี้เช่นเคย รสหวาน ดื่มง่าย

และอาหารเบา ๆ สำหรับมื้อนี้

จำได้ว่า คล่องคอกันมาก จนเราสั่งไวน์เพิ่ม กันอีกคนละ 25 cc ด้วย ฮ่า ๆ

เป็นมื้อเย็น ที่มีความสุขมาก ๆ อีก 1 มื้อ แถมยังได้รูปคู่ รูปแรก สำหรับทริปนี้ด้วย

คืนนี้ กลับ Frankfurt นอนเป็นคืนสุดท้าย พรุ่งนี้ เครื่องออกตอน 11:15 น.

Germany Trip, April 2011 [ Ep.9 ]

Day 8 : Thursday 14 April 2011 ล่องเรือแม่น้ำ Rhine ต่อด้วย Heidelberg

โชคดีได้ jacket ใหม่มาตัวนึง เพราะตอนนี้ collection ของเรา เริ่มซ้ำ พยายามเปลี่ยนเอาผ้าพันคอมาเปลี่ยนหลอกตาผู้ชมไปวัน ๆ

วันนี้ไม่รู้ยังไง เอาชุดกระโปรงสีนี้มาใส่กับตัวใหม่ ถ่ายรูปออกมาดูสีขัด ๆ กันพิกล = =’

แม่น้ำไรน์ มีต้นกำเนิดที่ สวิส ไหลผ่าน ฝรั่งเศส เยอรมัน ฮอลแลนด์ ไปสู่ แอตแลนติค วิวสองข้างทางจะเป็นแนวเขา ไร่องุ่น ป้อมปราการ ปราสาท และ บ้านเรือน สุดแสนจะโรแมนติค

กระโดดขึ้นรถไฟ ตามมาเล้ยยย

มาถึงท่าเรือของบริษัท KD http://www.kdrhine.com/ เรือที่ล่องจะไปสิ้นสุดที่ Cologne แต่เราสามารถเลือกปลายทางของเราเองได้ บริเวณนี้มีอยู่หลายบริษัท แต่เราเลือกอันนี้เพราะมี German Pass สามารถขึ้นเรือได้ฟรี

ยังไม่ถึงเวลาเรือออก เดินชมวิว ถ่ายรูปเล่นก่อน

พอได้เวลา กลับมารอที่ท่า เหมือนจะมีคนดังมา มีช่างภาพและวีดีโอมากันเพียบ

ปรากฎตัวเป็น สาวสวย ผมบลอนด์ เชคแอนด์กับทุกคนแถว ๆ นั้น รวมทั้งเรา 2 คน ด้วย ฮ่า ๆ เธอก็คงรู้จักไม่ครบทุกคน คิดว่าเราเป็นสื่อมวลชนหล่ะมั้ง

แล้วก็ลงเรือกันหมด

มีสไลเดอร์ให้เด็ก ๆ ด้วย

ยืนอยู่ข้างบนได้ซักพัก เจอกับลมพักแรง ๆ หนาวมากกกกก ทนไม่ได้ ลงไปข้างล่างก่อน

ฉลองกันหน่อย ดูวิวเพลิน ๆ

ถ้ามาช่วงซัมเมอร์ คงได้นั่งชมวิวข้างบนแบบสบาย ๆ แต่ตอนนี้ขออยู่ข้างในแบบนี้ไปก่อน

มุมดี ๆ ส่วนใหญ่จะถูกจับจองไว้ก่อน

ลัดเลาะไปตามลำน้ำ

เรือจอดรับและส่งผู้โดยสารตามจุดต่าง ๆ

บ้านเรือนตบแต่งสีสวย โรแม๊นซ์จริง ๆ

เรือของอีกบริษัท

มีเส้นทางรถไฟ ขับเลียบแม่น้ำไรน์เหมือนกัน แต่ไม่รู้สายไหน

เราขึ้นเรือตั้งแต่ 9:30 น. จุดหมายของเราคือ Boppard ซึ่งจะถึงเวลา 11:50 น. รวมเวลานั่งเรือ 2 ชม นิด ๆ กำลังพอดี นานกว่านี้เกรงว่าจะเบื่อ

ลงเรือ เดินหาอะไรใส่ท้อง เติมพลังก่อน

กินทุ๊กกกวัน ไส้กรอกเนี่ยะ

อันนี้ ประมาณ การ์แตง

อิ่มแล้วก็เดินเล่นชมเมืองซักพัก

เก้าอี้ใส่บู้ท น่ารักดี

และแล้วก็ถึงเวลาเดินทางไปจุดหมายถัดไป คือ Heidelberg ใช้เวลานั่งรถไฟเกือบ 3 ชม. คือต้องใช้เวลาประมาณ 2 ชม กว่า ย้อนกลับไป Frankfurt จุดสตาร์ทของเราเมื่อเช้า และ ต่อรถไฟอีกประมาณ 40 นาที ก็ถึง Heidelberg

เว็บไซต์ของเมืองนี้ http://www.heidelberg.de/servlet/PB/menu/1088101_l2/index.html

ถึงสถานีรถไฟ ก็หารถเมล์หรือรถราง นั่งต่อเข้าไปในเมืองกันเลย

ป้ายนี้อยู่หน้าสถานีรถไฟ ตลอดการเดินทางจะเจอคำนี้  Hauptbahnhof หรือ ตัวย่อ Hbf แปลว่า สถานีรถไฟ

ก่อนมารอรถเมล์ เราติดต่อ tourist information เรียบร้อยแล้ว เพราะเราจะหาทางเดินขึ้นเขา เพื่อไปชมวิวเมืองเก่า จากบนเขา นั่งรถเมล์มาลงหน้าทางขึ้น แล้วก็ค่อย ๆ เดินขึ้น เดินไกลพอสมควร แต่อากาศเย็น ค่อย ๆ เดินไป

แล้วเราก็เห็นวิวแบบนี้

เดินเหนื่อย แต่ก็คุ้ม

ภาพข้างบนนี้ ทางด้านซ้ายไกล ๆ จะมีสะพานข้ามแม่น้ำอยู่ เดี๋ยวเราจะเดินลงเข้าอีกทางนึง เพื่อข้ามสะพานนั้น กลับไปยังฝั่งเมืองเก่า

ลงมาถึงสะพานแล้ว

ถ่ายวิวอีกที แล้วข้ามสะพานกัน

จะเดินลอดประตูทางเข้าเขตเมืองเก่า

ผ่านประตูมา เจอถนนเล็ก ๆ แบบนี้ มีร้านอาหารไทย อยู่ด้านซ้ายมือ ทำเลดี๊ดี

ชื่อร้าน Phuket

หันหลังกลับมาถ่ายประตูอีกที

แล้วก็เดิน เดิน เดิน

เดินเล่นซักพัก เข้าร้านนู้นออกร้านนี้ วันนี้จะกินข้าวเร็วหน่อย เพราะต้องนั่งรถไฟกลับไป Frankfurt ซึ่งรถไฟขบวนที่เป็น ICE หรือ IC แบบต่อเดียวและใช้เวลาน้อย มีไม่เยอะ ถ้าตกรถไฟแบบนี้ เราต้องนั่งกันหลายต่อ และ นานกว่าปรกติ

เดินหาร้านอาหารซัก ได้ร้านถูกใจแล้ว เข้ามากันเลย

ตบแต่งได้สวยงามมาก ๆ

เครื่องดื่มมาแล้ว

ซักพักอาหารก็ตามมา

ของคุณสามี

อันนี้ของเรา จำได้ว่า รสชาติอร่อยมาก ๆ ไวน์ดื่มง่ายมาก ๆ แอลกอฮอล์น้อย มีกลิ่นผลไม้ คล้าย มะม่วงน้ำดอกไม้เลย ฮ่า ๆๆ

อิ่มเรียบร้อยออกมาจากร้าน ฟ้ายังไม่มืด

เดินไปซักพัก พระอาทิตย์เริ่มตก

รีบซอยเท้าเดินหน่อย เพราะเดี๋ยวตกรถไฟ

รอรถรางซักพัก รถรางที่นี่ดูทันสมัยมาก ๆ คนละอารมณ์กับ Freiburg เลย รถรางมาแล้วก็ไปต่อรถไฟ กลับ Frankfurt กัน

กลับมาด้วยความอิ่มเอม นอนไฟเสียงรถไฟต่อ

พรุ่งนี้เป็นวันสุดท้ายแล้ว ที่เราได้เที่ยวกับแบบเต็มวัน ๆ แผนการเดินทางก็ประมาณเดิม คือ เช้า 1 เมือง เย็นอีก 1 เมือง

โปรดติดตามตอนต่อไป …

Germany Trip, April 2011 [ Ep.8 ]

Day 7 : Wednesday 13 April 2011 ไป Strasbourg, France ต่อด้วย Frankfurt

อรุณสวัสดิ์จ้าาาา วันนี้เราจะพาไปเที่ยวฝรั่งเศส ตามมากันเล้ยยย

หลังอาหารเช้า เราเช็คเอาท์ และ ออกเดินทางกันต่อเลย ไป Strasbourg ต้องนั่งรถไฟ 2 ต่อ ต่อแรกไปลงที่เมือง Offenburg เมื่อมาถึงสถานีนี้ ต้องอย่าลืมแวะไปซื้อตั๋ว ไว้เดินทางในฝรั่งเศส เพราะ German Pass ใช้ได้ถึงแค่สุดชายแดนเท่านั้น จากชายแดน นั่งรถประมาณ 3-4 สถานี ก็ถึงเมือง Strasbourg

ตามมาขึ้นรถไฟด้วยกันเลย

ถึงแล้ว หาตู้ล็อคเกอร์ฝากกระเป๋าก่อน

แล้วก็ หา tourist information

ได้แผนที่เมืองแล้ว พร้อมลุย

เราจะเดินหาไฮไลท์ของที่นี่คือ Petite France เป็นช่วงถนนเล็ก ๆ ที่คลองผ่านพอดี

แล้วเราก็เดินทะลุซอยไปเรื่อย ๆ

แล้วก็เดินเล่นไปเรื่อย ๆ จนไปถึงโบสถ์ The Cathedral of Strasbourg

เจอกลุ่มนักท่องเที่ยว

ไม่ได้เข้าไป ขอนั่งชมวิวอยู่ด้านนอกดีกว่า

แล้วเราก็เดินหา river boat tour เป็นเรือหลังคาใสกิ๊ก

ล่องเรือกันต่อ ชมวิวเมืองทั่ว ๆ

มีหูฟังให้ใส่ เลือกภาษาได้ เพื่อฟังคำบรรยายสถานที่ต่าง ๆ แทบไม่ได้ถ่ายรูป เพราะ ถ่ายแล้วไม่ชัดอ่า ติดกระจก

จะมีอยู่ 2 ช่วง ที่เรือจะผ่านเขตแม่น้ำคนละสาย ซึ่งทำเหมือนเขื่อน อืมมมมมมม ……. พยายามหาคำอธิบายก่อน เริ่มต้นไม่ถูก ฮ่า ๆๆ

คือ ในระยะแรก ที่เรือแล่นไป น้ำในแม่น้ำจะอยู่ในระดับต่ำ คนขับเรือจะขับผ่านเข้าไปในประตู เป็นช่องขนาดพอดีกับเรือ และ ผูกเรือไว้กับเสา เสร็จแล้วเอาน้ำเติมให้เรือลอยสูงขึ้น ให้ได้ระดับกับแม่น้ำอีกฝั่ง ที่เรือกำลังจะไป พอระดับเท่ากัน ก็เอาเชือกออก เปิดประตูน้ำ และ ขับออกไป

พอล่องเรือจนใกล้หมดรอบ ต้องกลับมาที่ท่าเรือเดิม ก็ต้องผ่านประตูน้ำอีกรอบ แต่คราวนี้เป็นการปล่อยน้ำออก ให้ระดับต่ำเท่าเดิม

จนถึงตอนนี้ อธิบายเสร็จ ก็ยัง งง ๆ อยู่ เมืองนี้เค้าออกแบบยังไง ทำไมถึงแยกส่วนทีเป็นระดับสูงและต่ำไม่เท่ากัน อืม งง ๆ เดี๋ยวต้องหาโอกาสกลับไปถามซะแล้ว ฮ่า ๆๆ

ล่องเรือเสร็จ แล้วก็เดินเล่นชมเมืองกันต่อ

ถ่ายรูปเพลิน  ๆ

เดินมาถึง จตุรัสกลางเมือง เป็นแหล่งช้อปปิ้ง ร้านเสื้อผ้าเครื่องประดับ เพียบ เดินกันเพลิน

ได้ Jacket สีแดงใหม่มา 1 ตัว ฮ่า ๆๆ

อีกซักรูป แล้วก็ค่อย ๆ เดินเล่น ย้อนกลับไปทางสถานีรถไฟ

ผ่าน Petite France อีกรอบ

กลับถึงสถานีรถไฟ ยังพอมีเวลาเหลือ ไปเอากระเป๋าเดินทางออกมาก่อน

แล้วก็อุดหนุนคาเฟ่ ในสถานีรถไฟซะหน่อย

ตั๋วใบนี้ เฉพาะใน ฝรั่งเศส จ่ายค่าเดินทางไปถึง Kehl ใน Germany แล้วก็ใช้ German Pass ต่อได้เลย

จุดหมายปลายทางต่อของเรา คือ Frankfurt เหลือเวลาเที่ยวอีก 2 วัน 3 คืน

ไปถึงก็ค่ำมืด หาร้านอาหารอร่อย ๆ กิน วิธีง่ายสุดคือ ถาม local ก็ถามที่ reception ซึ่งแนะนำได้ดีมาก เขียนแผนที่มาให้เรียบร้อย

อ้อ ที่ Frankfurt เราพักที่ Hotel Excelsior Frankfurt http://www.hotelexcelsior-frankfurt.de/ ราคาย่อมเยาว์ อยู่ใกล้สถานีรถไฟมาก ๆ มากจนตอนกลางคืน กว่าจะหลับได้ ได้ยินแต่เสียงรถไฟ แถมโรงแรมยังใจดี มีทั้งอาหารเช้า free wifi และในเครื่องดื่มในตู้เย็น ยังดื่มฟรีอีก

แล้วเราก็เดินเจอร้านอาหาร

ติดใจ ไวน์ อากาศดี ๆ ภูมิต้านทานแอลกอฮอล์ จะเยอะกว่าปรกติ

น้ำอัดแก๊ส

บรรยากาศในร้าน

อร่อยมาก จานนี้

จานไฟเบอร์

เสร็จแล้วกลับไปนอนหลับชาร์จพลัง พรุ่งนี้ เราจะไปล่องเรือแม่น้ำไรน์


Germany Trip, April 2011 [ Ep.7 ]

Day 6 : Tuesday 12 April 2011 ไป Switzerland และ กลับมาแช่บ่อน้ำร้อนที่ Baden-Baden

สวัสดีเช้าวันใหม่ วันนี้เราตื่นมา เจอวิวนอกหน้าต่างแบบนี้

ลงมาที่ lobby

และ ห้องอาหาร

ก็เริ่มด้วยโปรตีนกันก่อนเลย

และ สิ่งอื่น ๆ ตามมา

หลังจากนั้น ตั้งใจจะขึ้นกระเช้า Bergwelt Schauinsland http://www.bergwelt-schauinsland.de/ueber_uns/galerie.html?lang=e

ไปดูวิว ป่าสนในเขต Black Forest เพราะเมื่อวานมาถึงเย็น แล้วไปดูไม่ทัน

ออกมา เจอฝนตกโปรย เราก็ยังไม่ย่อท้อ เตรียมร่มมาเรียบร้อย เพราะก่อนออกเดินทางตั้งแต่ กทม เช็คพยากรณ์อากาศว่าจะมีฝนตกบางวัน

ปรากฎว่าไปถึง ทัศนวิสัยไม่ดี หมอกหนา ขึ้นกระเช้าไป ก็มองอะไรไม่เห็น เลยต้องเปลี่ยนแผนกระทันหัน

เนื่องจาก Freiburg เป็นเมืองที่อยู่ใกล้ชายแดน สวิส และ ฝรั่งเศส

ตั๋วรถไฟของเยอรมัน นั่งได้ถึงเมือง Basel, Switzerland วันนี้เราเลยไปเที่ยวสวิสกัน แต่ไปแบบไม่ได้เตรียมข้อมูลอะไรมาเลย รู้แต่ว่า นั่งรถไฟไปสวิส ฮ่า ๆ

ใช้เวลาประมาณ 40 นาที โดยรถไฟด่วน ICE เลยไปนั่งเล่นที่ตู้อาหารแทน

เมนูอาหารบนโต๊ะ , มี wifi ด้วย แต่ไม่ฟรีนะจ๊ะ

สะอาดสะอ้าน

ขอเป็นชาเขียว เพราะเพิ่งดื่มกาแฟจากที่โรงแรมมา

เพลิดเพลินกับวิวยิ่งนัก นั่งแป๊บเดียว ก็มาถึงปลายทาง

สถานี Basel SBB @Switzerland ลงมาถึง ก็เดินงง ๆ จะไปทางไหนดี ไกด์บุ๊คอะไรก็ไม่มีเลย ก็ไปตามสัญชาติญาณ

เดิน ๆ เล่นไปเรื่อย ฝนตกหน่อย ๆ

ฝนเพิ่งหยุดตก หนาวพอสมควร ก็เดินเล่นตามถนนรอบ ๆ สถานีรถไฟ ไม่อยากออกนอกเส้นทางเยอะ เพราะตอนบ่าย เรายังมีแผนจะไปเที่ยว Baden-Baden กันอีก ผ่านซุปเปอร์มาร์เก็ต ว่าจะไปหาซื้อน้ำซะหน่อย ลืมไปว่า ที่สวิส จะใช้เงินฟรัง เรามีแต่ยูโร สามารถใช้ยูโรได้ แต่เค้าจะทอนเป็นเงินฟรังให้ ก็เลยไม่เอา เพราะเดี๋ยวก็กลับเยอรมันแล้ว

เดินวนครบรอบ ๆ สถานีรถไฟ กลับมาถึงก็ซื้อน้ำที่ร้านในสถานีรถไฟแทน และ เริ่มออกเดินทางอีกครั้งไปยังจุดหมายถัดไป

จะถึงแล้ว Baden-Baden จากป้าย เข้าใจได้ว่า รถไฟคันนี้ วิ่งมาจาก Zurich, Switzerland จุดหมายปลายทางคือ Hamburg, Germany

พอมาถึงก็นั่งรถเมล์เข้าไปที่ใจกลางเมือง

คำว่า Baden แปลว่า Bath แต่การเรียกซ้ำ 2 ครั้ง Baden-Baden ทำให้เมืองนี้ แลดูน่าสนใจยิ่งนัก ฮ่า ๆ

เมืองนี้ มีชื่อเสียงเกี่ยวกับ Roman Bath และที่เรามาก็ครั้งนี้ ก็เพราะเราจะมาที่ Friedrichsbad เป็น Roman Bath แบบดั้งเดิม

http://www.roemisch-irisches-bad.de/home/en/roemisch.html

ใช้เวลาคลำทางซักพักใหญ่ กว่าจะเจอ

Friedrichsbad เป็นสถานที่สำหรับการอาบน้ำแบบโรมันดั้งเดิม ภายใน จะแบ่งเป็นห้อง ๆ มีทั้งหมด 17 ขั้นตอน เริ่มตั้งแต่ การอาบน้ำฝักบัวชำระร่างกาย สตรีม ซาวน่า สครับ และ การแช่น้ำแร่ในอุณหภูมิต่าง ๆ กัน อุ่น ร้อน และ เย็น ซึ่งแต่ละขั้นตอน จะเขียนคำแนะนำเรื่องระยะเวลาที่ควรอยู่ในนั้นไว้ชัดเจน และ มีป้ายบอกทางไปขั้นตอนถัดไป

ชำระเงินเสร็จแล้ว เราจะได้กุญแจล็อคเกอร์แบบสายรัดข้อ เมื่อเก็บสัมภาระและเปลี่ยนชุดเรียบร้อย ก็เข้าไปกันได้เลย

ภาพสุดท้าย ก่อนเข้าไป

อาบน้ำเรียบร้อยแล้ว ร่างกายเบาหวิว

เรายังไม่ได้บอกไฮไลท์อีกอย่างของที่นี่ใช่ไม๊ 5555 ขอหัวเราะเสียงดัง ๆ ก่อน

แน่นอน Roman Bath จะมีความคล้ายคลึงกับ Onsen ในญี่ปุ่น ที่เราต้องเข้าไปด้วยร่างกายเปลือยเปล่า แต่ ๆๆๆๆ

แต่ก็มีความแตกต่างอย่างชัดเจนตรงที่ว่า ในแต่ละวัน จันทร์ – อาทิตย์ ที่เราเข้าไปใช้บริการ จะแจ้งไว้ว่าเป็นวัน แยกเพศ หรือ รวมเพศ !!

ในวันที่แยกเพศ จะมีห้องแยกชาย-หญิง ในขั้นตอนต่าง ๆ แต่ในบ่อสุดท้าย ซึ่งเป็นบ่อใหญ่สุด ก็ต้องมารวมกันอยู่ดี เหวอออออออ

และ วันที่เรานั้น มันคือ วันรวมเพศ !!!!!!! อร๊ายยยยยยยยยยยยยย เป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำยิ่งนัก !!

ออกมาจาก Roman Bath เวลาประมาณ 5 โมง จะได้ ก็นั่งรถไฟกลับมา Freiburg กลับมาถึง ฟ้าเริ่มมืด หาอะไรกินกันต่อเลย

เย็นนี้เราไปไวน์บาร์ เป็นร้านไม่เล็กไม่ใหญ่อยู่หัวมุมถนน เห็นจะด้านนอก น่าสนใจ เลยต้องลอง

บรรยากาศในร้าน ดูอบอุ่นมาก ทุกคนนั่งคุยกันเบา ๆ เปิดเพลงเบา ๆ สบาย ๆ

ปิดท้ายค่ำคืนนี้ ด้วยไวน์แดง

เจอกันใหม่ ตอน 8 เลยจ้า

Germany Trip, April 2011 [ Ep.6 ]

Day 6 : Monday 11 April 2011 เดินทางสู่ Freiburg im Breisgau

วันนี้เช้าวันจันทร์ ได้เห็นชาวเยอรมัน เร่งรีบเดินทางไปทำงาน

เราใช้ German Pass เพราะวันนี้เราต้องนั่งรถไฟแบบ ICE – InterCity-Express และต้องไปต่อ IC – InterCity อีกขบวน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชม กว่า

ICE จะเป็นรถไฟที่วิ่งเร็วสุด นาน ๆ จอดที่ เอาไว้วิ่งระหว่างเมืองใหญ่ ที่นั่งจะสบายกว่า แบบ RE,RB (Regional ต่าง ๆ ที่จอดบ่อย) แถมยังมีส่วนที่เป็น ห้องอาหาร อีกด้วย

รอที่ ชานชาลา

ได้ขึ้นมาละ เราสามารถจองหรือไม่ต้องจองที่นั่งก็ได้ ตรงไหนว่างก็นั่งเลย แต่ถ้าเกิดเรานั่งตรงตำแหน่งที่มีผู้โดยสารจองไว้ เราต้องลุกให้เค้านั่งนะคะ

นั่งเรื่อย ๆ มาถึงสถานี ที่เราต้องลง เพื่อเปลี่ยนขบวน ปรากฎว่า รถไฟคันนี้มาถึงเลท ทำให้ตกขบวนรถไฟสายถัดไป พอพูดถึงเรื่องนี้ ต้องบอกเลยว่า รถไฟเยอรมันที่เราเจอ เลททุกขบวน ไม่ตรงเวลาเป๊ะ เหมือนในสวิส ทำให้ที่คาดไว้ว่าใช้เวลา 4 ชม. กว่า กลายเป็น 5 ชม. กว่า

เดินแกร่วอยู่ในสถานทีรถไฟ

ต้องรอประมาณ 1 ชม. เห็นจะได้ เลยไปนั่งเล่นร้านกาแฟ

พอได้เวลา ก็เดินไปรอที่ชานชาลา

ได้ขึ้นละ เบาะใหญ่ นั่งสบาย ฮ่า ๆๆ คนนั้นเค้าแอบมองเราถ่ายรูป

ในที่สุดก็ถึงจุดหมายปลายทาง เราพักที่ Hotel Minerva 2 คืน http://www.minerva-freiburg.de/

เก็บกระเป๋าเรียบร้อย ก็ไปเดินเล่นในเมืองกัน เดินไปไม่ไกล ก็ถึงย่านช้อปปิ้ง เห็นเด็กนักศึกษามากมาย เพราะเมืองนี้มีชื่อเสียงเรื่องมหาวิทยาลัย

ไม่ค่อยดูแผนที่เท่าไหร่ เดินไปมั่ว ๆ ไกด์บุ๊คก็ไม่ใช้ ตรงไหนสวยหรือชอบก็ถ่ายรูปเก็บไว้

เราชอบถ่ายรูปอาคารบ้านเรือนของผู้คน แนว ๆ นี้แหล่ะ

ไปถึงอากาศกำลังเย็นสบาย เลยเก็บแจคเก็ตใส่เป้ไว้ก่อน

ดอกไม้ สีสดใส

เดินทะลุตรอกซอกซอยไปเรื่อย

สวยดี แปะต้นไม้ไว้ที่กำแพงบ้าน

เดินไปเดินมา ชักขี้เกียจเดิน เลยกระโดดขึ้นรถรางเล่น มีอยู่ไม่กี่สาย นั่งไปสุดสาย ๆ นึง นั่งกลับมา แล้วก็ลองขึ้นสายใหม่ ชมเมืองรอบ ๆ

รถรางที่นี่ คันจิ๋วมาก ขนาดเหมาะสมกับเมืองดี

พอใกล้ได้เวลาอาหารเย็น ก็เริ่มตามหาร้านอาหารวิวดี ๆ

เจอโบสถ์นี้ ชื่อว่า Freiburg Minster รอบ ๆ โบสถ์เป็นวงเวียน มีร้านอาหาร คาเฟ่ และ โรงแรม อยู่บริเวณนี้

เลือกร้านจนถูกใจ ได้สั่งอาหารทันที วันนี้เลือกแบบเป็นเซ็ตเมนู มี ซุป จานหลัก แล้วก็ ของหวาน และ สั่งไวน์ต่างหาก ไวน์ที่นี่ ขายเป็นขวด และ เป็นแก้ว ซึ่งแจ้งปริมาตรไว้ว่า แก้วละ กี่ ซี.ซี. เราเลือกแบบ 25 cc.

ซุปมาแล้วจ้า จำรสชาติไม่ได้แล้วอ่ะ  แต่จำ moment นั้นได้ ฮ่า ๆ

ของคุณสามี

อันนี้ของเรา

อันนี้ Mineral Water แบบ Classic คือ เป็นแบบอัดแก๊ส อยู่ที่นี่ กินน้ำแบบอัดแก๊สตลอด เข้าเมืองตาหลิ่วแล้วนี่นาาาาา

แก้วไวน์ พิมพ์ชื่อร้านเอาไว้

ตบท้ายด้วยของหวาน

กินเสร็จ ฟ้าเริ่มมืด

อากาศเริ่มเย็นขึ้น นั่งต่อซักพัก ก็เดินกลับโรงแรม เดินไกลเหมือนกัน ถ้าคนไม่ชอบเดิน ก็สามารถขึ้นรถราง แต่เราเดินกัน สบาย ๆ ชมเมืองไปด้วย

ถึงโรงแรม หลับสบาย เจอกันใหม่ตอนหน้านะจ๊ะ

Germany Trip, April 2011

หลังจากการทำงานอันหัวปั่น พักนี้เริ่มมีเวลาว่าง เลยนึกอยากเขียน รีวิว ทริป Germany ปีที่แล้วขึ้นมา เพิ่งเริ่มเขียนได้ตอนแรก แต่คิดว่า น่าจะ หน้าสำหรับรวม link รีวิวเอา ทำเป็นเหมือน index จะได้หาอ่านในแต่ละตอนได้ง่ายขึ้น

ยังไม่ค่อยถนัด wordpress เท่าไหร่ เรายังหาเมนูที่ไปแก้ตรงส่วนหัว ของ blog เราไม่ได้ แต่ช่างมัน ปล่อยผ่านก่อน เขียนรีวิวสนุกกว่า :)

ตอนที่ 1 : วันแรกของการเดินทางสู่เมือง Garmisch-Partenkirchen และ ขึ้นยอดเขา Zugspite

ตอนที่ 2 : ตามเส้นทาง Romantic Road เที่ยวปราสาท Neuschwanstein และ Hohenschwangau

ตอนที่ 3 : เที่ยวปราสาท Linderhof และ เดินทางไป Munich

ตอนที่ 4 : วันแรกใน Munich & ตามหาร้านดัง Hofbräuhaus

ตอนที่ 5 : Munich City Tour

ตอนที่ 6 : นั่งรถไฟยาว ๆ ข้ามไปเมือง Freiburg im Breisgau ในเขต Black Forrest

ตอนที่ 7 : อดขึ้นกระเช้า เปลี่ยนแผนไป Basel, Switzerland และ กลับมาอาบน้ำแบบโรมัน ที่ Baden-Baden

ตอนที่ 8 : แวะเที่ยว Strasbourg, France ล่องเรือ & ช้อปปิ้ง และ เดินทางสู่ Frankfurt

ตอนที่ 9 : โรแมนติคกับ Rhine River Cruise และ เดินขึ้นเขาชมเมือง Heidelberg

ตอนที่ 10 : ตามรอย Romantic Road อีกรอบไปที่เมือง Rothenburg ob deb Tauber และ Wurzburg

ตอนที่ 11 : อำลา Germany ด้วยความอิ่มอกอิ่มใจ

ปล. หากสะกดคำผิดพลาด หรือ เขียนคำวกวนประการใด ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย ตั้งใจแค่เก็บความทรงจำและแบ่งปันกับเพื่อน ๆ :)