Warm Clothes & Good Health

p1090104

เปิด blog มาด้วยเสื้อสีชมพูสดใส กับ สนามบิน Lukla ซึ่งเรื่องราวเกี่ยวกับสนามบินนี้ เราคงต้องเขียนเป็นเนื้อหาพิเศษให้ไม่ปนกับหัวข้ออื่น

blog ของตอนนี้ จะกล่าวถึง 2 ปัจจัย ที่เหลือ คือ เรื่องการแต่งตัว และ ยารักษาโรค & สุขภาพร่างกาย

ช่วงที่เราไป เป็นฤดูใบไม้ผลิ (มี.ค. – พ.ค.) อากาศที่ Kathmandu สบาย ๆ กลางวันร้อนนิดหน่อย แต่ตอนเช้าหรือค่ำอากาศเย็นเหมือนกัน ต้องใส่เสื้อแขนยาว มีเสื้อคลุมหรือผ้าพันคอ แต่เห็นฝรั่งหรือชาวเนปาลี ก็เดินกันสบายนะ ใส่แขนกุดก็ยังมี

Lukla ที่ความสูง 2860 เมตร อากาศเริ่มหนาวขึ้น เหมือนที่คุ้นหูกัน ยิ่งสูงยิ่งหนาว วิธีที่เราแต่งตัว จากความสูงระดับนี้ ไปจนถึง Gokyo Ri 5360 เมตร จะใส่เป็น layers คือ เติมชั้นเข้าไปเรื่อย การใส่เสื้อผ้าเป็น layers แบบนี้ จะสะดวกมากกว่าการใส่เสื้อหรือกางเกงหนา ๆ เพียงชั้นเดียว เพราะ เวลาที่เราเดิน ร่างกายเราจะเริ่มร้อน เราจะได้ถอดออกทีละชั้นได้ หรือ หากหนาว ก็เพิ่มชั้นได้ ตามความเหมาะสม

ระหว่างที่เล่าไป จะแปะรูปวันที่เดินจาก Lukla ไป Namche ให้ดูเพลิน ๆ นะคะ

20160405_135024

20160405_135120
ชาวบ้านยังใช้ค้อนทุบหิน แบบ manual ไม่มีเครื่องทุ่นแรง

p1090124

p1090126
ระหว่างทาง หากได้ยินเสียงกระดิ่งมาแต่ไกล จะได้เจอขบวนลูกหาบ 4 ขา ไม่ ล่อ ก็ จ๊กเพียว (ลูกผสมระหว่าง จามรีกับวัว) เพื่อความปลอดภัย เราควรหลบทางด้านใน ไม่ใช่ฝั่งหน้าผา ไม่งั้นอาจเจอเบียดตกเหวได้ค่ะ

เสื้อผ้าที่เตรียมไป ต้องพร้อมรับสภาพ ความหนาว ลมแรง ฝนตก ลูกเห็บ หิมะ แดดแรง แถมที่เนปาล ยังมีฝุ่นมากมายด้วย

Layer แรก เรียก base layer ของเรามี ทั้งเสื้อและเลกกิ้ง Heattech ของ Uniqlo , Heatgen ของ Marks & Spencer และ ยังมี เลกกิ้งอีกตัวเป็น Merino Wool ของ Ice Breaker
เนื้อผ้า base layer จะเป็น ผ้าสังเคราะห์, ขนแกะ Merino Wool, ผ้า Cotton เห็นเว็บเมืองนอก มีทำจาก bamboo ด้วย ไม่รู้ของจริงเป็นอย่างไร เวลาใส่ให้ใส่พอดีตัวแบบแนบสนิท base layer ที่ดีจะระบายเหงื่อที่เนื้อผ้าได้เร็ว (ถ้าใช้เป็นผ้า cotton ยืดที่หนาเกินไป จะระบายเหงื่อให้ช้า อาจจะทำให้เราหนาวจากเสื้อผ้าที่เปียกเหงื่อได้ ) ขณะเดียวกันก็ช่วยควบคุมอุณหภูมิที่ร่างกายสร้างขึ้นมาตอนเราเดินให้คงความอบอุ่นตลอดเวลา (อันนี้พูดถึง base layer ที่ใช้กับหน้าหนาว ยังมี base layer สำหรับนักกีฬา ที่ช่วยระบายความร้อนด้วยค่ะ)

พอเดินขึ้นที่สูงขึ้น เริ่มหนาวขึ้น หากเสื้อผ้าที่ใส่เริ่มเอาไม่อยู่ เราก็เพิ่ม layer ด้านในอีก อย่างที่เราใส่หนาสุด คือ
ช่วงบน มี เสื้อชั้นในแบบเป็นเสื้อสายเดี่ยว + base layer ตัวแรก + base layer ตัวที่สอง + เสื้อแขนยาวแบบผ้า fleece (ผ้าที่เป็นเนื้อขุยนุ่ม ๆ ด้านใน) + down Jacket หรือเสื้อขนเป็ด ได้ทั้งกันหนาวและกันลม
ส่วนกางเกง ก็มี ชั้นใน + base layer ตัวแรก + base layer ตัวที่สอง + เลกกิ้ง ตัวนอกสุด

ตอนเช้าที่เพิ่งตื่น จะหนาวกว่าปรกติ เพราะ ร่างกายยังไม่ได้วอร์ม เราจะใส่ครบ พร้อม หมวกไหมพรม เวลาหัวกับคออุ่น จะช่วยให้เรารู้สึกอุ่นขึ้นมาก พอเริ่มออกเดินจะเพิ่มถุงมือ เพราะเวลามือปะทะลมจะเย็นมากจนนิ้วชา พอเดินได้ไม่นาน ยิ่งถ้าเจอแสงแดด ตัวจะอุ่นเร็วมาก เราก็เริ่มปลดออกทีละอย่าง ถุงมือ หมวก และ สุดท้ายถ้าร้อนขึ้นเริ่มหายใจไม่ถนัด เราก็ถอด down jacket ออก
แฟนเราไม่ค่อยได้ถอด jacket ตัวนอกออก เราก็สงสัยอยู่นานว่าทำไมเราร้อนอยู่คนเดียว แกเพิ่งจะมาเฉลยวันหลัง ๆ ว่าเสื้อผ้ามีเทคโนโลยีระบายความร้อนออกทางหัวไหล่ (เป็นผ้าโปร่ง บางกว่าส่วนอื่น)

ลองอ่านเรื่องการ layers เสื้อผ้า เพิ่มเติมได้เว็บนี้นะคะ มีภาพประกอบด้วบให้ดูเข้าใจง่ายดี http://www.outdoorgearlab.com/a/11070/How-to-Layer-Clothing-for-Each-Season

p1090131p109013220160405_141121p1090134

p1090133

20160405_14365320160405_143717

เสื้อผ้ากันหนาวพวกนี้ ที่ Thamel มีขายเยอะมาก ทั้งของแท้และเลียนแบบ ราคาไม่แพง ต่อรองกันได้ ส่วนของแท้ Northface ที่นั่นถูกกว่าไทยพอสมควร หรือ แม้กระทั่งที่ Namche ยังมีร้านขายเสื้อผ้า อุปกรณ์พวกนี้ครบ แต่ราคาย่อมแพงกว่าเป็นธรรมดา

นอกจาก เสื้อผ้า หมวกไหมพรม ถุงมือ ยังต้องมี แว่นตากันแดด หมวกกันแดด ที่เราสองคนพลาดคือ ไม่ได้เอาอุปกรณ์ปิดปากไป ไม่ได้แพ้ฝุ่นที่เนปาล แต่ปิดไว้ป้องกันลมที่แรงมาก ๆ พอเจอลมแรงและอากาศแห้งมาก ๆ จะทำให้หายใจค่อนข้างลำบาก บางช่วงที่เดินเหนื่อย อยู่บนที่สูง ออกซิเจนน้อย เราจะเผลอหายใจทางปาก ทำให้คอแห้งมาก แต่สำหรับคนที่แพ้ฝุ่น หน้ากาก มีความสำคัญมาก ได้คุยกับน้องคนไทยที่เจอ เค้าแพ้ฝุ่นมาก + อากาศแห้ง ตอนเช้าถึงกับเลือดกำเดาไหล

p109014720160405_15081720160405_15191920160405_154451p1090172

p1090199
บรรยากาศยามเช้า เมือง Phakding คืนแรก นอนที่นี่

20160406_055306

20160406_055600

รองเท้า และ ถุงเท้า พวกเราใช้สำหรับเดินป่าโดยเฉพาะ เป็นแบบหุ้มข้อเท้าจะดีกว่า ช่วยป้องกันไม่ให้เท้าพลิก พื้นรองเท้าควรเป็นแบบกันน้ำ เพราะ เราจะเจอพื้นที่หลายรูปแบบ เดินบนกรวด ทราย หินก้อนเล็ก-ใหญ่ ข้ามลำธาร เดินบนหิมะ แต่เราเห็นลูกหาบหลาย ๆ คน ใส่รองเท้าผ้าใบธรรมดา หรือ แม้กระทั่งรองเท้าแตะ ก็ยังเดินกันได้ เกิดและเติบโตมาให้ภูเขา เลยมีทักษะการใช้ชีวิตบนนั้นมากกว่าพวกเรา แต่หากเค้าเลือกได้ หรือ มีรายได้พอเพียง คิดว่าเค้าคงอยากจะได้รองเท้าที่ดีเหมือนกัน

20160406_05570320160406_05592220160406_060246p109023120160406_07331720160406_075853p1090261

มีอีกอย่างที่ สามีแบกติดเป้ ทุกวัน แต่ไม่ได้ใช้เลย คือ เสื้อกันฝน+กันลม ทริปนี้เจอฟ้าใส แดดดี ไม่เจอฝนตกเลย แถมมีดอกไม้ออกดอกผลิบานสวยงาม ให้เห็นอยู่เรื่อย ๆ

20160406_09095820160406_091408

หมดจากเสื้อผ้า ถัดไปก็เรื่อง สุขภาพ และ ยา กันบ้าง

ยาธรรมดาสามัญที่เราเตรียมไปด้วยทุกครั้งเวลาเดินทาง จะมี
ยาลดไข้ ยาแก้แพ้
ยาแก้ปวดกล้ามเนื้อ ยาคลายกล้ามเนื้อ เผื่อปวดขาจากการเดินลงเขา แต่ปีนี้เราแข็งแรงกว่าเดิมเลยไม่ต้องพึ่งยาพวกนี้
ยาแก้ท้องเสีย แบบฉุกเฉิน พกไปทุกทริป แต่ไม่เคยได้กิน
สมุนไพร ฟ้าทะลายโจร  กับ ยาพ่นคอ อันนี้ได้ใช้วันหลัง ๆ จากอากาศที่แห้งมาก

เรื่องสุขภาพที่กังวลที่สุด คือ Altitude Sickness ซึ่งเป็นอาการที่ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ จากอากาศที่เบาบางลง ส่วนใหญ่เวลาเดิน เค้าจะวางแผนให้เดินขยับความสูงขึ้นทีละ 300 เมตร และ มีวันพักปรับร่างกายที่เรียกว่า acclimatization โดยจะมีกิจกรรม ให้เราได้เดินขึ้นไปที่สูง และ เดินกลับลงมานอนที่เดิม

อาการของ Altitude Sickness จะแบ่งเป็น 3 ระดับ จาก เบา ๆ เวียนหัว นอนไม่หลับ หายใจลำบาก เบื่ออาหาร หากเริ่มมีอาการของสมองบวม จะปวดหัวรุนแรงขึ้น คลื่นไส้ อาเจียน หรืออาจจะหมดสติได้ ไปจนถึงขั้นรุนแรงที่สุดจากภาวะปอดบวมน้ำ ทำให้เสียชีวิตได้

ไปถึง Thamel อย่างแรกที่ไปซื้อ คือ ยา Diamox ได้ยามาเป็นขนาด 250 mg. สอบถามวิธีกินยา ได้มาดังนี้
1. หากต้องการป้องกัน อาการ ให้กิน 125 mg. (ครึ่งเม็ด) ทุก 12 ชั่วโมง ก่อนเริ่มขึ้นที่สูง
2. หากมีอาการแล้ว ให้กิน 250 mg. ทุก 12 ชั่วโมง
แต่จากทริปคราวก่อน ไกด์เราบอก ไม่จำเป็นต้องกินยากันไว้ ให้กินซุปกระเทียมแทนยาป้องกัน หากมีอาการจริง ๆ ค่อยกินตอนนั้นก็ได้ ซึ่งเราก็เห็นด้วย เพราะไม่อยากกินยาอะไรเกินความจำเป็น เราเคยอ่านเจอบางคน เค้ากินยาเตรียมร่างกาย ล่วงหน้าก่อนมาเป็นอาทิตย์เลย ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วเราจะมีอาการแพ้ความสูงหรือเปล่า

ส่วนเราเคยมีประวัติเมื่อทริปที่แล้ว มีอาการมึน ๆ หัว ที่ 3,800 กับ 4,000 กว่าเมตร ครั้งนี้เราเลยคอยสังเกตุร่างกาย เพราะ หากเราเริ่มมีอาการโดยที่ไม่ดูแล และ ยังคงดันทุรังเดินขึ้นที่สูงไปเรื่อย ๆ อาการจะแย่ขึ้น อาจต้องใช้บริการม้า หรือ เฮลิคอปเตอร์ แบบนี้หมดสนุกแน่ ๆ

p1090269p1090276

สามีเราค่อนข้างแข็งแรง ไม่มีอาการแพ้ความสูง ส่วนใหญ่พอขึ้นที่สูงแล้วไม่ค่อยมีใครดื่มแอลกอฮอล์ แต่พี่แกไม่หวั่น บอกอากาศหนาว ต้องดื่ม cognac (หิ้วจาก duty free สุวรรณภูมิไป) เพื่อความอบอุ่น จะมีพลาด ก็แต่วันที่เดินลงจาก Gokyo Ri น้ำดื่มหมด ลมแรงมาก อากาศเริ่มหนาว เดินคอแห้งลงมาเกือบ 2 ชั่วโมง แถมคืนนั้น หนาวมาก ๆ ตื่นมาเสียงแหบ เจ็บคอ ไปหลายวัน

ส่วนเรารอบนี้ แขนขาแข็งแรง หัวใจแข็งแรง ทำงานได้ดี แต่มามีปัญหากับการกิน ระบบขับถ่าย อยู่หลายวัน ขอเล่าอาการแบบละเอียดนิดนึงนะคะ

วันแรกถึง Namche ความสูง 3,440 เมตร เราเริ่มซึม ๆ ไม่ได้ปวดหัว รู้สึกอยากนอน ก็นอนเล่น ๆ พักผ่อนไป จนถึงมื้อเย็น พอกินอาหารแล้วรู้สึกแปลก ๆ แบบไม่ค่อยรับรสของอาหาร กินไม่ได้เยอะ พอเช้าวันถัดไป เข้าห้องน้ำถ่ายเหลวไป 3 รอบ กินมื้อเช้าไม่ค่อยลง ไม่แน่ใจว่าคืออาการแพ้อาหารหรือแพ้ความสูง เลยกิน diamox กันไว้ก่อน ไกด์พาเดินขึ้นไปชมวิว ความสูงประมาณ 3,800 เมตร วันนั้นทางเดินเป็นทางขึ้นตลอด ขาก้าวแทบไม่ออก รู้สึกเดินยากจัง เดิน ๆ หยุด ๆ ตลอด พอกลับลงมา มื้อเที่ยง ก็กินไม่ค่อยลง อาการเป็นแบบนี้ทั้งวัน

เช้าวันถัดไป อาการดีขึ้น พยายามกินมื้อเช้าจนหมด เพราะวันนี้ต้องเดินไกล และ ผสมผงเกลือแร่ใส่กระติกน้ำไว้จิบตลอดทาง พวกเราต้องเดินไปทางเดียวกับเมื่อวานเดินขึ้น แต่วันนี้มีแรงเดินไม่รู้สึกเหนื่อยยากทรมาน จาก Namche 3440 เมตร จะเปลี่ยนความสูงไปที่ Dole 4,200 เมตร เราคอยสังเกตตัวเองตลอด ตอนเช้ายังไม่ได้กินยา diamox เพิ่ม

เดินค่อนข้างนาน สำหรับวันนี้ พักเที่ยง ที่ 3,800 เมตร อาการยังปรกติอยู่ แต่พอเฉียด 4,000 เมตร เริ่มปวดหัว ถามสามี แกปรกติดี สังเกตุอาการอยู่พักใหญ่ ส่วนใหญ่จะปวดหัวเวลาเดินขึ้นเยอะ ๆ การหายใจไม่ทันกับจังหวะการก้าว ก็ลองปรับการเดิน กับ ลมหายใจให้สอดคล้องกัน ก้าวให้สั้นและช้าลง พร้อมกับหายใจทางจมูกให้ลึกแบบปั๊มออกซิเจนเข้าไป อาการปวดหัวมึนมา ๆ หาย ๆ และ เริ่มมาถี่ ๆ ขึ้น บวกกับที่เราต้องเดินขึ้นที่สูงเข้าไปอีก เลยตัดสินใจ กิน diamox

เดินไปถึงที่พัก ประมาณ 14:30 น. ก็ยังมึนอยู่ เลยพยายามหาไรกินเบา ๆ จิบน้ำไปเรื่อย ๆ กว่าจะหายก็ปวดหัว ก็เกือบมื้อเย็น แต่ยังซึม ๆ เหมือนคนหมดแรง วันนั้นยังกินข้าวไม่ค่อยลงเหมือนเดิม ไปจนถึงมื้อเช้า ก็ยังไม่เจริญอาหาร พอครบ 12 ชั่วโมง เราเลยกิน diamox อีก

ถึงที่หมายถัดไป อาการเบื่ออาหารดีขึ้น แต่ยังกินไม่ได้เยอะ และ แต่ไม่ปวดหัวแล้ว รู้สึกมีชีวิตชีวาอีกครั้ง ดีที่มีซื้อเกลือแร่มาผสมน้ำไว้จิบตลอดทาง เลยมีแรงเดิน เริ่มกินได้มากขึ้น แต่อาการท้องเสียแบบอ่อน ๆ กลับมาอีก คือ ถ่ายเหลว ในลำไส้เหมือนมีอะไรเต้นระบำอยู่ตลอดแต่ไม่รุนแรงขนาดควบคุมไม่ได้ ยังไม่กระทบกับชีวิตประจำวันมากนัก มียาแก้ท้องเสียแต่ไม่ได้กินเพราะคิดว่าให้ร่างกายเอาพิษออกมาน่าจะดีกว่าการไปหยุดระบบขับถ่าย ช่วงกลาง-ปลายทริปเดินป่าของเรา เลยกินน้อย ถ่ายบ่อย จนพุงหาย แหล่งพลังงานที่สำคัญของเรา เลยเป็น ผงเกลือแร่ผสมน้ำ ไว้จิบตลอดเส้นทาง

20160406_114217
Sir Edmund Hillary Bridge

p1090299

[  2 รูปภาพด้านบน เป็นสะพานแขวน ชื่อว่า Sir Edmund Hillary Bridge ตั้งชื่อตาม Sir Edmund Percival Hillary เป็น 1 ใน 2 คนแรก ที่พิชิตยอดเขา Everest ได้ ในปี 1953  อีกคนชื่อ Tenzing Norgay
ทั้ง 2 ท่าน ยังได้ร่วมกันสร้าง Lukla Airport เพื่อเป็นประตูสู่ดินแดนเอเวอร์เรส และ ได้ทำคุณประโยชน์ให้ชนเผ่า sherpa อีกมากมาย ในการสร้างโรงเรียนและโรงพยาบาล

สะพานนี้ อยู่สูงและลมแรงมาก ลองดูบรรยากาศ จะคลิปด้านล่างนะคะ ]

เกือบจะหมดเคราะห์หมดโศกอยู่แล้ว กับ เรื่องท้องเสีย มาพีคเอาตอนวันเดินกลับจาก Gokyo ไป Dole หลังมื้อเที่ยง ยามบ่าย ลมเย็นสบาย อีกแค่ไม่ถึงชั่วโมง จะถึงที่พักอยู่แล้ว เกิดอยากเข้าห้องน้ำคุมไม่อยู่ ผ่านที่พักหนึ่งจะขอเข้าห้องน้ำก็ประตูปิดไม่มีคนอยู่ พอได้จังหวะเดินผ่านช่วงที่มีหินก้อนใหญ่ พุ่มไม้ ไกด์บอก if you feel difficult, you can find some place here เราก็ไม่ไหวละ here ก็ here แล้วไกด์ก็ช่วยเดินไปหาที่ปลอดภัยสายตาผู้คนให้ก่อน

เป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ ณ Everest Region : Khumbu Valley, Sagarmatha National Park – UNESCO World Heritage Centre  อากาศหนาว ลมแรง วิวสวยงาม และ มีสามีคอยดูต้นทางให้ ขอบคุณที่อยู่เคียงข้างเราเสมอ

และ จาก Gokyo Ri ที่ว่าเจอลมแรง อากาศแห้ง เราสองคนเลยได้ของฝาก เป็น อาการเจ็บคอ แพ้อากาศ ไอแบบมีเสมหะ ถ้าพวกเรามีผ้าปิดปากระหว่างเดินคงจะดีกว่านี้ (ทริปหน้าต้องไม่พลาด) ยังดีที่ Namche มีร้านขายยา เลยได้ยาอื่น ๆ มาช่วยให้อาการทุเลา คุณแม่เจ้าของร้านยา จัดยาให้เราครบ มีทั้ง antibiotic, ยาแก้ไอ, ละลายเสมหะ, แถมเราได้ยาอม strepsils รส lemon & ginger แบบ warm รสชาติดีมาก ๆ วันนั้นโดนค่ายาไป 4,000 กว่ารูปี

p1090285p1090283

อื่น ๆ ประปราย ก็จะเป็น มีน้ำมูกใสไหลซึม ๆ เวลาเจออากาศเย็น อันนี้เห็นเป็นกันหลายคน รวมถึงไกด์ และ ลูกหาบของเราด้วย พอลงมาเจอที่อุ่นขึ้น อาการพวกนี้ก็จะดีขึ้นเอง

ส่วนกับนักเดินทางกลุ่มอื่น ที่ได้เจอและได้ยินมา ก็มี :
ผู้หญิงคนหนึ่ง มีอาการอาหารเป็นพิษ แบบอาเจียนไปหลายรอบ หมดแรง กินไม่ลง จุดหมายคือ EBC ยังดีที่วันถัดยังอยู่ Namche เลยได้พัก
ผู้ชายชาวมาเลเซีย อยู่ ๆ ก็ไม่มีหมดแรง เดินไม่ไหว ไปไม่ถึงจุดหมาย ถึงกับต้องนั่งม้า ลงมานอนรอเพื่อน ๆ ที่ Namche ตอนนั่งม้าลงมา ยังตกม้าไปอีก 2 รอบ !! ท่าทางจะหมดแรงจริง ๆ ที่รู้เพราะว่า ไกด์ของเรา เค้าไปช่วยดูแลชายคนนี้ ตอนกลับมาถึง Namche
แก้งส์วัยรุ่น เพื่อน ๆ ของหลานสาวสามีเรา ไปเส้น ABC ก็ท้องเสียตลอดทริปกันหลายคน
ได้ยินจาก Babu เจ้าของบริษัททัวร์ที่เราใช้บริการ ว่ากำลังตาม เฮลิคอปเตอร์ไปรับคนไทย ที่มีการแพ้ความสูง ทางเส้น ABC

อืมมมมม …. อ่านมาถึงตอนนี้ ฟังดูชีวิตลำบากเนอะ แต่ หิมาลัย มีมนต์ขลัง ใครได้ไปเยือนก็ติดใจ ไปแล้วก็อยากไปอีก

ท่านใดที่อยากไป ฟิตร่างกายไปให้พร้อม เตรียมยาสามัญไปให้พอเพียง ส่วนเสื้อผ้า เนื่องจากอากาศหนาวเย็น ไม่ค่อยมีเหงื่อ เลยใส่ซ้ำ ๆ วันได้ น้ำท่าก็ไม่ค่อยได้อาบด้วย collection นึง เราใส่ประมาณ 4-5 วัน ค่อยเปลี่ยนใหม่ทั้งชุด พอกลับถึง Kathmandu เราค่อยเอาเสื้อผ้าบางตัวมาซัก เพื่อจะได้ใส่ในวันเดินทางกลับ

20160406_09591920160406_131405

p1090304

มาถึงตอนนี้ รูปภาพเราดำเนินมาถึง Namche พอดี ปิดท้ายด้วย รูปสวย ๆ จากที่นี่ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ

p1090347

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s